ลำบุษบา(ปลาแดกปลาสมอ)
นิทานพระยาพิมพิสาร
สังข์ศิลป์ไชย
หน้าผากไกลกะโด้น
นกกระจอก
พญาคำกอง
ท้าวคำสอน
เสียวสวาด


กำเนิดเสียวสวาด

บัดนี้ จักกล่าวเถิงกะดุมพีดผู้ ผญาดีเลิศแลบ  
  อยู่ขอกข้าง เมืองไท้เทพะลาน  
  อายุได้ ฮ้อยขวบซาววัสนา  
ก็จิง ืทันสองศรี ลูกมาเทียมพร้อม  
  ศรีเสลียวสร้อย นงฮามเป็นพี่  
  เสียวสวาดแก้ว เป็นน้องสืบสาย  
พ่อก็ ซัวซราแล้ว จำจวนมัจจุราช  
  เขือค่อยเลี้ยง กันท้อนซู่คน  
  ของแบ่งให้ โสภาพเสมอกัน  
ก็จิง พาทีสอน สั่งสอนนงน้อย  
ให้เขือ ฟันเฮือไว้แฮเหลือ หลายเท่า  
  หม่าข้าวไว้หลายบ้าน ทั่วเมือง  
อันหนึ่ง ให้หาแข้วไว้สัตว์สิ่ง เป็นงา นั้นเนอ
เอามา เขื่อนแข็งอยู่เฮือน ระวังล้อม  
ฝูงนี้ ฮักษาเข้าของเฮือน ดีขนาด  
ยามเมื่อ โจรลอบเข้าเขาฮู้ ก่อนเฮา  
อันหนึ่ง ให้แอบไว้อย่างหง่วม เหงานอน นั้นเนอ
ึคันว่า ยินเสียงโกนเขาบ่ปะ มีง้อ  
อันหนึ่ง ให้หาการย้าวอันใด เป็นเวียก  
เฮ็ดให้ แล้วอย่าคร้าน เมื่อยวาง  
ผิว่า สัพเพฮู้ทุกอัน หลายหลาก ก็ดีดาย
ให้ค่อย คึดหยั่งใว้ผลาเผี้ยน แผ่ผาย  

เสียวสวาดไปด้วยนายสะเภา

เมื่อนั้น ยังมีนายสะเภาใหญ่ค้า มาจอดเซาพัก  
เสียวสวาด เห็นนาวา คึดประสงค์ไปค้า  
ก็จิง แยงไปห้อง เถิงสะเภาแคมท่า  
  ปากกล่าวต้าน อรอ้อนอ่อนหวาน  
บาก็ ปิปายต้าน นายสะเภาเสียงม่วน  
เป็นที่ ซมซื่นดั้ง ดอมท้าวอ่อนหู  
แต่นั้น นายสะเภาต้าน แซวแซวฮับพากย์  
  จักว่าหลิ้น ลือแท้ดีหลี  
ตูข้อย อยู่ประเทศด้าว หนแห่งจำปา พุ้นดาย
  ตางเมือนำ เพื่อนยุงทั้งฮิ้น  
เขียวว่า ไกลพงษ์เซื้อ แนวนามนานฮอด บ่ฮู้
คึดให้ ตกเที่ยงแท้ วันหน้าก็จิ่งมา พ่อท้อน
เมื่อนั้น เสียวสวาดท้าว เฮ็วฮีบเมื่อเฮือน  
บาก็ เดาดาของ แต่งประสงค์ทางค้า  
แล้วจิ่ง เนืองคำต้าน ทั้งหลายแล้วสั่ง  
ข้อยจัก ไปลอบเข้า สะเภาค้าต่างเมือง ก่อนแล้ว
ค่อยอยู่ ดีเยอศรีเสลียวส้อย นงแพงตนพี่ เฮียมเอย
เจัาค่อย เนาว์สืบสร้าง เฮือนย้าวสำฮาญ แด่ท้อน
ข้อยจัก ไปเที่ยวหลิ้น หลายประเทศนานา ก่อนแล้ว
พอให้ หายไฟยา โศกเหงาหนีพล้อย  
ให้ค่อย คึดฮ่ำฮู้ คำพ่อฮาสอน นั้นเนอ
หากจัก เทียระฆาคง อยู่ยืนยาวหมั้น  
เมื่อนั้น ศรีเสลียวต้าน จาคำฮับพากย์  
พี่ก็ คึดต่อเจ้า เป็นน้องผู่เดียว  
เจ้าจัก เดินไปค้าทางสะเภา ต่างประเทศ  
เจ้าจัก ละพี่ไว้ เดียวซ้ำตื่นพลอย แลเนอ
  อย่านานได้ เหิงกรายเป็นขวบ นั้นเนอ
  ซื้อได้แล้ว ของค้าให้ต่าวคืน พี่ท้อน
เมื่อนั้น โสมเสลาท้าว นงฮามเสียวสวาด  
  คิดฮอดซู้ จาต้านสั่งสาว  
ค่อยอยู่ ดีเยอซู้แต่เค้า เจ้าคิ่นคำฮัก พี่เฮย
อย่าได้ ไลลืมเสีย เสียงเถิงทั้งเยื้อน  
หลอนว่า มีเหลือเกี้ยว ลุนหลังหลายแห่ง พะนางนั้น
อย่าย้ำ ขวัญข้อยอ้าย ลงพื้นแผ่นดิน แท้เนอ
เมื่อนั้น สาวฮามน้อย แถลงคำต้านตอบ  
บ่ห่อน เคยพานชู้ ซายซ้อนซ่างซอน  
เฮียมบ่ เคยเทียมสอง ฮ่วมซอนเฮียงซ้อน  
ค่อยไป ดีเยอนงฮามน้อย โสมเสลาเสียวสวาด  
  ตกประเทศพุ้น อย่าลืมน้องอยู่พลอย แท้เนอ
  เมื่อเห็นโสมสนิทพุ้น อย่าลืมหลังเหินห่าง  
น้องย่อม เป็นแม่ฮ้าง เมือหน้ากะวั่งกวา  
เมื่อนั้น บาฮาท้าว นงเยาว์เสียวสวาด  
  ต้านตอบถ้อย สาวน้อยค่อยแถลง  
อยู่ดีเนอ นงฮามน้อย สอยวอยชู้ป่อย เฮียมเอย
ก็ล่วน เป็นแม่ฮ้าง ฟูมเฟื้อใหม่เฟือ นั้นแล้ว
อยู่ดีเยอ ซู้เพื่อพร้อม เมียป่อยผัวเหิง พี่เฮย
คันว่า มีสองสาม อย่าได้ไลลืมอ้าย  
เมื่อนั้น สาวนางน้อย นงฮามแถลงตอบ  
  เอินสั่งถ้อย คำน้อยเสียดสวย  
ค่อยไป ดีเยอเสียวสวาดท้าว ลิ้นแง่ปานแลน  
  ไปเถิงเมืองจำปา อย่าให้สาวตีเจ้า  
บ่ไซ่ บุญเฮียมแล้ว อย่าโซคึดฮอด สั้งท้อน
ใผหาก ขันชั่วเท้า ชีวังนั้นก็จิงเอา ดอกแล้ว
เมื่อนั้น เสียวสวาดท้าว ต้านต่อคำสลิด  
  บุญหลายมา ฮอดดียามนั้น  
พี่ก็ หวังเอาเจ้า เป็นขวัญของมอบ แพงเฮย
ผิบ่ ได้ชาตินี้ เมือฟ้าสีคอยนำ  
ที่มา จากหนังสือเรื่องเสียวสวาด พระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิติมศักดิ์
ชำระโดยพระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ
เนื้อเรื่อง

        ณ เมืองพาราณสี มีเศรษฐีสองสามีภรรยา มีบุตรชาย ๒ คน คนพี่ชื่อศรีเฉลียว คนน้องชื่อเสียวสวาด เมื่อบุตรชายทั้งสองคนโตเป็นหนุ่ม ท่านเศรษฐีได้แบ่งเรือนให้คนละหลังเสียวสวาดผู้เป็นน้องชายได้เลือกเอาเรือนหลังที่สร้างยังไม่เสร็จ ส่วนศรีเฉลียวได้เลือกเอาเรือนหลังที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พ่อแม่จึงทำนายว่า ลูกชายคนเล็กคือเสียวสวาดเป็นคนที่มีปัญญาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านเศษรฐีได้อบรมสั่งสอนบุตรชายทั้งสองคนให้ปฏิบัติตนอยู่ในจารีตประเพณีและศีลธรรมที่ดีงาม จนกระทั่งต่อมาพ่อแม่ได้ตายจากไปบุตรชายทั้งสองได้ทำตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ด้วยดีตลอดมา วันหนึ่งมีเรือสำเภาต่างเมืองมาจอดที่ท่าน้ำเมืองพาราณสี เสียวสวาดได้ขอเดินทางไปค้าขายด้วย นายสำเภาได้รับเสียวสวาดไว้เป็นลูกเรือ เสียวสวาดรู้สึกดีใจมากจึงได้ล่ำลาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงและออกเดินทางไปกับเรือสำเภานั้น นายสำเภาได้ให้ความรัก ความเมตตาต่อเสียวสวาดเหมือนดังลูกของตนเมื่อเริ่มออกเดินทาง เรือจะแล่นผ่านหมู่บ้าน ผ่านเมือง ผ่านป่า วัดวาอาราม หาดทราย และอื่น ๆ อีก ครั้นได้เวลานายสำเภาจึงสั่งให้เรือจอดพัก ในระหว่างนั้นเองเสียวสวาดจึงซึกถามนายเรือถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เรือแล่นผ่านมา เช่น ถามว่า หมู่บ้านเหล่านี้มีคนอยู่ไหม ในเมืองมีเจ้าเมืองไหม ป่ามีต้นไม้ไหม ในวัดมีพระสงฆ์ไหม เมืองนี้มีคนแก่ไหม ทำให้บรรดาลูกเรือทีได้ยินคำถามที่เสียวสวาดถามนายสำเภา ก็เกิดหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน เห็นเป็นเรื่องตลกขบขันที่คิดว่าเป็นคำถามที่โง่ที่สุด นายสำเภาจึงเตือนเสียวสวาดว่า เราล่องเรือมาเพื่อค้าขายควรพูดแต่เรื่องกำไรขาดทุนหรือสิ่งที่เป็นมงคลเท่านั้น อย่าพูดในเรื่องที่ไร้สาระ และอย่าพูดนอกเรื่องนอกราวการเดินทางผ่านไปหลายวัน จนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองจำปาอันเป็นบ้านเมืองของนายสำเภา บรรดาลูกเรือทั้งหลายต่างก็แยกย้ายกันกลับไปบ้านเรือนของตน ส่วนเสียวสวาดได้ไปพักอาศัยอยู่กับบ้านนายสำเภาได้เล่าเรื่องราวการไปค้าขายให้ลูกเมียของเขาฟัง และเล่าว่าครั้งนี้โชคดีกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มาคือได้ลูกชายจากเมืองพาราณสีมาด้วยคนหนึ่ง นับเป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็ง เอาการเอางาน หนักเอาเบาสู้ ที่สำคัญคือเป็นคนซื่อสัตย์และมีบุคลิกดี แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือชอบพูดชอบถามในเรื่องไร้สาระ ในขณะที่นายสำเภาเล่าเรื่องเสียวสวาดอยู่นั้น นางสีไว ธิดาสาวสวยของนายสำเภาก็นั่งฟังอยู่ด้วย จึงสนใจอยากทราบว่าชายหนุ่มคนนี้ถามว่าอย่างไร บิดาของนางจึงเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ นางจึงขอให้บิดาเล่าให้ฟังเมื่อนางได้ฟัง โดยตลอดแล้วจึงพูดกับบิดาของนางว่า

        ๑) ที่เสียวสวาดถามว่าในเมืองมีเจ้ามืองไหม เขาหมายถึงมีผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมืองหรือไม่
        ๒) ที่ถามว่า ในป่ามีต้นไม้ไหม หมายความว่า มีต้นไม้ที่มีค่ามีราคาหรือไม่ เช่น ไม้หอม ไม้แก่นจันทน์ เป็นต้น
        ๓) ที่ถามว่า มีบ้านคนอยู่ไหม หมายความว่า มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ฉลาดรอบรู้หรือไม่
        ๔) ที่ถามว่า ในวัดมีพระไหม หมายถึงพระสงฆ์ผู้ทรงศีล รอบรู้พระธรรมวินัย
        ๕) ที่ถามว่า หาดทรายมีหินไหม หมายความถึงหินที่มีคุณค่ามีราคา อันได้แก่ เพชรนิลจินดา แก้วมณีไพฑูรย์ต่าง ๆ
        ๖) ที่ถามว่า เมืองนี้มีคนแก่ไหม หมายถึงคนแก่ที่มีศีลธรรมที่น่าเคารพนับถือ

        เมื่อนางสีไวได้อธิบายคำถามของเสียวสวาดให้บิดาฟัง ทำให้บิดามารดาของนาวสีไวมีความพอใจที่ธิดาของตนมีความเฉลียวฉลาดสามารถล่วงรู้ถึงปัญหาที่เสียวสวาดซักถามเป็นอย่างดี ส่วนตัวเสียวสวาดเองก็เป็นคนที่มีปัญญาหลักแหลมสมชื่อ และมิได้โง่เง่าดังที่คนอื่นเข้าใจ ดังนั้นบิดามารดาของนางสีไวจึงรักและพอใจเสียวสวาด จนได้ตัดสินใจจัดการแต่งงานให้เสียวสวาดกับนางสีไวอย่างสมเกีตรต

        ต่อมาเจ้าเมืองจำปา ปกครองบ้านเมืองอย่างไร้คุณธรรมทำให้ประชาชนเกิดความระส่ำระสาย ไม่มีความสุขไปทุกหย่อมหญ้า ประชาชนต่างก็หวาดระแวงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและครอบครัว เจ้าเมืองจำปาเองก็ระแวงว่าภัยจะเกิดแก่ตน จึงเกณฑ์ชาวเมืองให้มานอนเฝ้าระวังภัยให้แก่พระองค์คืนละห้าร้อยคน ครั้นตกดึกบรรดาพวกเวรยามต่างก็พากันนอนหลับสนิท เจ้าเมืองจำปาจะเดินออกมาและใช้ดาบตัดคอพวกเวรยามเหล่านั้นให้ตายไปทุกคืน เหตุการณ์ เช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วสามคืน มีคนถูกฆ่าตายจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยคน ในคืนที่สี่จะถึงเวรของนายสำเภาพ่อตาของเสียวสวาดนั่นเอง นายสำเภารู้ตัวดีว่าจะมีชีวิตอยู่อีกเพียงวันเดียวเท่านั้นหลังจากที่ไปเฝ้าเวรยามแล้ว เขาคงต้องถูกฆ่าตายและไม่ได้กลับมาพบลูกเมียอีกต่อไป นายสำเภาจึงเรียกลูกสาว เมียและลูกเขยมาพร้อมกัน พร้อมกับสั่งลา และมอบทรัพย์สมบัติให้ แต่เสียวสวาดไม่ยอมให้พ่อตาไปเฝ้าเวรยามและรับอาสาจะไปเฝ้าเวรแทนให้ได้ นายสำเภาเห็นความกตัญญูของเสียวสวาด และไม่อาจจะทัดทานได้จึงยินยอม ดังนั้นเสียวสวาดจึงไปเฝ้าเวรแืทนพ่อตาในคืนที่สี่นั้นเอง ครั้นถึงเวลาเสียวสวาดได้เลือกนั่งยามตรงทางผ่านขึ้นลงพร้อมทั้งนั่งบริกรรม ภาวนาพระคาถาอยู่นานจนกระทั่งเที่ยงคืน เวรยามคนอื่นหลับหมดแล้วซึ่งก็เป็นขณะเดียวกับที่เจ้าเมืองจำปาถือดาบออกมา และำกำลังจะยกดาบขึ้นฟันคอคนที่นอนหลับเหล่านั้น เสียวสวาดก็ท่องคาถาให้เกิดเสียงดังขึ้น เจ้าเมืองจำปาได้ยินเสียงที่เสียวสวาดท่องบ่นก็เดินกลับเข้าไป สักครู่หนึ่งก็เดินถือดาบออกมาอีกเสียวสวาดจึงกล่าวเป็นปริศนาอีก เจ้าเมืองจำปาได้ยินเสียงเดินกลับไปอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งจวนสว่างจึงถือดาบออกมาอีกเสียวสวาดจึงกล่าวเป็นปริศนาอีก เจ้าเมืองจึงเดินกลับเข้าไปอีกเป็นอันว่าตลอดคืนที่สี่นั้นไม่มีใครถูกฆ่า พอรุ่งเช้าพวกเวรยามต่างก็กลับบ้านเรือนของตน พอตกเย็นวันนั้นเองเจ้าเมืองจึงเรียกเวรยามทั้งหมดมาประชุม แล้วถามว่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นพร้อมกับถามว่าเป็นเสียงพูดของใครเสียวสวาดจึงรับว่าตนเป็นคนพูด เจ้าเมืองจึงถามเสียวสวาดว่า คเตสิ คเตสี กิงการณา คเตสิ หมายความว่าอย่างไร เสียวสวาดจึงกราบทูลเล่าเรื่องให้ฟังว่า หมายถึงชายสองคนเป็นเพื่อนกัน คนหนึ่งชอบทอดแห อีกคนหนึ่งชอบฟังธรรม วันหนึ่งคนที่ชอบทอดแห ไปทอดแหทั้่งวันไม่ได้ปลาสักตัวจึงคิดอยากไปฟังธรรม ส่วนคนที่ชอบฟังธรรม ฟังธรรมตลอดมทั้งวันแต่ก็จำอะไรไม่ได้เลย จึงคิดอยากไปทอดแหดูบ้าง ในลักษณะเช่นนี้ผลบุญที่ได้นี้ได้แก่คนทอดแห

         คำว่า อหังปิตัง ชานามิ ชานามิ หมายความว่าอย่างไร
         เสียวสวาดกราบทูลว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ กุททาละมีจอบกับเสียมเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน ถึงแม้ว่าไปบวชก็ยังคิดถึงจอบกับเสียม ครั้นสึกออกมาแเล้วก็บวชอีกเป็นเช่นนี้จบครบเจ็ดครั้ง ครั้งสุดท้ายเขาตัดสินใจโยนจอบกับเสียมลงในน้ำ แล้วหันมาตั้งใจบำเพ็ญเพียรภาวนาจนกระทั้งบรรลุผล

         คำว่า อัศจรรย์ใจโอ้ โอนอสังเวช สังมาเป็นดังนี้ เป็นน่าอยากหัว หมายความว่าอย่างไร

         เสียวสวาดก็กราบทูลว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งไปเที่ยวหาหน่อไม้ในป่าได้แล้ว จึงเอามาปอกกาบที่แข็ง ๆ ออกแล้วนำไปแยงยังโยนีของตน เผอิญหน่อไม้นั้นหักคา ขณะนั้นมีพระภิกษุชราภาพมากรูปหนึ่งเดินไปหาเปลือกไม้มาย้อจีวรเดินมาพบเข้า หญิงสาวจึงขอร้องให้ทานช่วย โดยตกลงกันว่าถ้าท่านก็ช่วยจนสามารถช่วยเหลือจนสำเร็จจะให้ท่านร่วมประเวณีท่านก็ช่วยจนสามารถดึงหน่อไม้นั้นออกมาได้ แล้วหญิงสาวคนนั้นก็เิิดินทางกลับบ้านไปเพื่อแต่งตัว พระสงฆ์รูปนี้รอนางอยู่นานเกิดความกำหนัดจึงจับองคชาตสอดเข้าในโพรงไม้ตุ๊กแกจึงคาบองคชาตของท่าน หญิงสาวกลับออกมาพบเข้า จึงได้ช่วยเหลือจนท่านปลอดภัย เป็นอันว่าทั้งหญิงสาวและพระสงฆ์ีชรานั้นต่างก็ไม่เป็นหนี้บุญคุณซึ่งกันและกัน

         คำว่า เพิงจา บ่เพิงจา หมายความว่าอย่างไร
        เสียสวาดกราบทูลว่า มีพระราชาองค์หนึ่งออกไปเที่ยวชมสวน เผอิญพบฤาษีแสดงธรรมเ่ทศนาอยู่ที่ศาลาริมฝั่งน้ำพระราชาถือว่าพระฤาษีล่วงล้ำอธิปไตยของตน จึงสั่งให้จับพระฤาษีมาตัดตีนตัดมือ และพระราชาได้ถีบแตะพระฤาษีจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระราชาเิดินต่อไปได้เพียงสามสี่ก้าวก็ถูกธรณีสูบ

ฯลฯ

        เมื่อเจ้าเมืองจำปาได้ขอให้เสียวสวาดอธิบายคาถาและปริศนาเหล่านั้น เขาก็สามารถอธิบายได้โดยตลอด เจ้าเมืองจำปาเห็นว่าเสียวสวาดเป็นคนฉลาดคู่ควรแก่ตำแหน่งสำคัญที่จะช่วยชาติบ้านเมืองได้ในคราวคับขันเช่นนี้ จึงได้แต่งตั้งให้เสียวสวาดเป็น "อัครมหาเสนาบดี" มีหน้าที่สอนและอบรมศีลธรรม จารีตประเพณีแก่ประชาชน พร้อมทั้งได้ประทานเงินทองและข้าทาสชายหญิงให้แก่เสียวสวาดอีกจำนวน ๕๐๐ คน

        อยู่มาัวันหนึ่งเจ้าเมืองจำปา อยากจะทดลองจิตใจของเสนาอำมาตย์ว่าจะซื่อสัตย์ต่อพระองค์เพียงใด จึงมีรับสั่งให้หาผลขี้กา (หมากขี้กา) เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีรสขมมากมาแจกให้หมู่เสนาอำมาตย์รับประทาน ต่างคนต่างก็รับประทานผลขี้กานั้นแล้ว เจ้าเมืองจำปาจึงกล่าวว่าผลขี้กานี้กานี้มีรสชาิติหวานดี แล้วจึงหันไปถามเหล่าเสนาอำมาตย์ ทุกคนในที่นั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "หวาน" ยกเว้นอยู่เพียงคนเดียวที่ตอบว่า "ขมและไม่หวาน" ก็คือเสียวสวาดนั้นเอง พระองค์จึงตรัสถามเสียวสวาดว่า ทำไมบรรดาเสนาอำมาตย์เหล่านั้นจึงตอบว่า หวาน เป็นเสียงเดียวกันว่าเช่นนั้น กรณีอย่างนี้จะถือว่ากล่าวคำเท็จได้หรือไม่ เสียวสวาดจึงกราบทูลเจ้าเมืองจำปาว่าคนเหล่านี้กราบทูลไปเนื่องจากความกลัว เมื่อพระองค์บอกว่าหวาน เขาก็เลยตอบว่าหวานไปด้วย จะว่าโกหกโดยเจตนาก็ไม่ใช่ เจ้าเมืองจึงยกโทษให้ ต่อมาจึงเรียกเสนาอำมาตย์เหล่านี้ว่า "เสนาหมากขี้กา"

        วันเวลาผ่านไปอีกจนกระทั่งเจ้าเมืองจำปาเห็นว่า โอรสของพระองค์ลุ่มหลงมัวเมาติดการพนันและสุรา ไม่ค่อยสนใจการศึกษาและรารชการงานเมืองมากนัก จึงได้มอบให้เสียวสวาดเป็นผู้อบรมสั่งสอน จนกระทั่งสามารถทำให้โอรสของเจ้าเมืองจำปาสำนึกในคุณธรรม และกลับกลายเป็นคนดี เจ้าเมืองจำปายอมรับนับถือเสียวสวาดโดยการยกย่องให้เป็นครูอีกคนหนึ่งของพระองค์อีกด้วย นอกจากนี้เสียวสวาดยังได้อบรมสั่งสอนเสนาอำมาตย์ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเมืองจำปาตลอดมา ด้วยคุณลักษณะพิเศษที่เสียวสวาดเป็นคนดีมีปัญหาเฉลียวฉลาดไม่ลืมตัว เคารพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อคนทั่วไปและปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความขยันหมั่นเพียร จึงเป็นที่รักใคร่โปรดปรานของเจ้าเมืองจำปายิ่งนัก หลังจากที่เมืองจำปาผ่านพ้นภัยพิบัติถึงขั้นยุคเข็ญมาได้ก็ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเสียวสวาด จนกระทั่งเมืองจำปาเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าเมืองกลับมีศีลธรรมปกครอง บ้านเมืองโดยสุจริตยุติํธรรม ประชาชนขยันหมั่นเพียรถือศีลฟังธรรม เคารพในจารีตประเพณีและกฎหมายอันดีงามของบ้านเมือง

ที่มา หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๑๔ พจณีย์ เพ็งเปลี่ยน เรียบเรียง