ลำบุษบา(ปลาแดกปลาสมอ)
นิทานพระยาพิมพิสาร
สังข์ศิลป์ไชย
หน้าผากไกลกะโด้น
นกกระจอก
พญาคำกอง
ท้าวคำสอน
เสียวสวาด


เรื่องท้าวคำสอน : วรรณกรรมคำสอน

              วรรณกรรมประเภทคำสอนเรื่อง ท้าวคำสอน นี้น่าจะประพันธ์มาจากคตินิยมของชาวท้องถิ่นอีสาน กล่าวคือประมวลความเชื่อเรื่องลักษณะสตรีเพศมาประพันธ์เป็นตำราวิชาการว่าด้วยลักษณะของสตรี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ ทักษาพยากรณ์ (ตำราว่าด้วยการทายลักษณะสตรี) ต่างแต่ว่าเรื่องท้าวคำสอนนี้ไม่ได้เน้นลักษณะสตรีเพศอย่างเดียว กลับเน้นทางด้านความประพฤติและจริยธรรมด้วย ฉะนั้นจึงมีลักษณะคล้ายบทบัญญัติในการเลือกคู่ครองสำหรับชาย และเข้าใจว่าน่าจะเป็นตำราทางวิชาการของบุรุษเพศมาแต่โบราณ ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมา แต่ชาวอีสานจะยึดถือบทบัญยัติในเรื่องท้าวคำสอนนี้เพียงใดไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าจะมีการเชื่อถือและยึดมั่นกันพอสมควร เอกสารใบลานฉบับนี้จึงค่อนข้างจะแพร่หลาย อีกประการหนึ่งความประณีตในการประพันธ์ของกวีก็มีส่วนให้เอกสารฉบับนี้แพร่หชลายเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องท้าวคำสอนนี้สำนวนโวหาร และกระบวนการประพันธ์จัดอยู่ในขั้นดีเรื่องหนึ่ง

ต้นฉบับ
              เดิมเป็นเอกสารใบลาน อยู่ ณ วัดใดไม่ปรากฏ ในคำนำบอกแต่เพียงว่ามีผู้นำมาถวายท่านเจ้าคุณอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) วัดมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้ชำระออกมาเป็นอักษรไทย และพิมพ์เผยแพร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรทองการพิมพ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

              อายุความเก่าแก่ของเรื่องท้าวคำสอน จากการศึกษาเรื่องนี้แล้ว พบว่าน่าจะประพันธ์หลังเรื่อง กาละนับมื้อส้วยเพราะมีสำนวนในกาละนับมื้อส้วยปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ ซึ่งในเรื่องกาละนับมื้อส้วยกล่าวถึงความวิปริตของบ้านเมืองในอนาคตว่า บัวเผื่อนจะไปเกิดอยู่กลางหนอง บัวทองไปเกิดที่หัวสวน บ้านเก่า ที่น้ำลึกกลับตื้น ที่น้ำตื้นกลับลึก ในเรื่องนี้ก็ได้กล่าวได้เช่นกัน ดังนี้

บัวอี่แบ้สังไปเกิดกลางหนองแท้นอ
บัวทองสังไปเกิดหัวสวนบ้านเก่า
ที่เลิ้กมาเล่าตื้นสังไปโฮ่งแต่บ่อนเขิน เจ้าเอย
(อี่แบ้-บัวเผื่อน สัง-ไฉน, ฉันใด เลิ้ก-ลึก, น้ำลึก โฮ่ง-น้ำล้น)

เนื้อเรื่อง
              ท้าวคำสอนเป็นกำพร้าอาศัยอยู่กับพระมหาเถระ เมื่อเจริญวัยพระมหาเถระจึงสอนวิธีเลือกคู่ครอง ซึ่งท่านได้อรรถาธิบายถึงลักษณะหญิงประเภทต่างๆ ท้าวคำสอนก็ลาพระมหาเถระไปหาหญิงลักษณะดีเป็นคู่ครอง ในที่สุดก็พบนางปังคำ เป็นคนจนอยู่กระท่อม แต่มีลักษณะถูกตามโฉลกของหญิงดีเป็นเมียแก้ว ท้าวคำสอนเกี้ยวพาราสี ซึ่งตอนนี้เป็นตอนที่กวีได้แสดงฝีปากได้ดีมาก และในสำนวนเกี้ยวพาราสีกันนี้ ดูเหมือนว่าหนุ่มสาวชาวอีสานจดจำกันได้ดี และนำมาพูดจาเกี้ยวกัน สนทนากันอยู่เนื่อง ๆ ฉะนั้นถ้ารวบรวมสำนวนผญาที่หนุ่มสาวจ่ายผญากันนั้น จะเป็นสำนวนที่จดจำมาจากเรื่องท้าวคำสอนเป็นส่วนใหญ่

              จากการศึกษาเรื่องท้าวคำสอนนี้พบว่า ค่านิยมในการเลือกคู่ครองของชาวอีสานนั้นไม่เน้นเรื่องความงามเป็นหลักแต่กลับเน้นถึงลักษณะของสตรีที่เป็นสิริมงคล ถึงแม้ว่าความงามจะด้อยไปก็ตาม และลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเน้นสตรีที่มีใจบุญสุนทานไม่น้อยกว่าลักษณะอื่นๆ แสดงว่าค่านิยมในการเลือกคู่ครองของชายชาวอีสาน มุ่งที่จะได้คู่ครองที่เป็นภรรยาที่ดี คือเป็นเมียแก้วเมียขวัญ ซึ่งเป็นความปรารถนาของชายโดยทั่วไป และค่านิยมนี้ถึงแม้จะปฏิบัติไม่ได้ดังปรารถนานักก็ตามที แต่จากหลักเกณฑ์ในการเลือกคู่ครองนี้ ก็เป็นแนวคิดที่ดีในการสอนกุลบุตรกุลธิดาที่ยังไม่มีประสบการณ์เรื่องชีวิตคู่มากนัก ถ้าเราศึกษาดูความงามของสตรีในวรรณกรรมอีสานแล้ว ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มตามคตินิยมในเรื่องท้าวคำสอนอยู่โดยทั่วไป

ตัวอย่าง

              ๑. ลักษณะหญิงที่เป็นสิริมงคล วรรณกรรมเรื่องท้าวคำสอนนี้ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมของสังคมโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ลักษณะหญิงที่จะเป็นคู่ครองนั้นควรเป็นหญิงนำโชคมาสู่สามีและครอบครัว ใจบุญ ซื่อสัตย์ต่อสามี และเป็นแม่บ้านที่ดี ถ้าศึกษาโดยละเอียดจะเห็นว่าค่านิยมในการเลือกคู่ครองนี้ เน้นหนักในเรื่องการนำโชคลาภมาสู่สามี และทำให้สามีเจริญก้าวหน้ามากกว่าเรื่องนั้น ฉะนั้นลักษณะเช่นนี้จึงเป็นการทำนายตามทักษาพยากรณ์เท่านั้น ส่วนที่เน้นรองลงมา ได้แก่ หญิงใจบุญสุนทาน ซึ่งลักษณะเช่นนี้น่าจะสังเกตได้จากจริยาวัตรของหญิงนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการดูลักษณะสตรีตามเรื่องท้าวคำสอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องความเชื่อมากกว่า เพราะจากการศึกษาแล้วเห็นว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องท้าวคำสอนนี้ เป็นเพียงความพยายามที่จะกำหนดรูปแบบสตรีโดยยึดลักษณะของสตรีมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นจริงเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ก็เป็นสิ่งที่จะชี้ให้เห็นแนวความคิด และคตินิยมว่าชาวอีสานนั้นไม่พึงในในสตรีงามมากนัก แต่กลับพึงในในสตรีที่คิดว่าเป็นผู้นำโชคลาภมาสู่สามีและครอบครัวเป็นอันดับแรกและที่รองลงมาคือสตรีที่ใจบุญ ซื่อสัตย์ต่อสามี และเป็นแม่บ้านแม่เรือน ตามลำดับ

              ลักษณะหญิงที่เป็นสิริมงคลแก่สามีและครอบครัว ซึ่งควรที่จะเลือกเป็นคู่ครองนั้นมีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ

              ก) สตรีที่นำโชคลาภมาสู่สามีและครอบครัว ซึ่งจะมีวาสนาให้สามีเจริญรุ่งเรือง และครอบครัวมีความสุข ร่ำรวย ดังนี้

๑) หญิงใดเอเลท้องปุ้มหลวงอุ้มบาตร
หญิงนั้นลอนท่อเป็นรูปร้ายบุญเจ้าหากมี แท้ตาย
ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนสุขร่วมบรม
สมบัติในเรือนมีพร่ำเพ็งเต็มเหย้า หั้นแล้ว
(เอเล-กาง, ใหญ่ ลอนท่อ-หากว่า, ผิว่า
พร่ำเพ็ง-มากล้น ปุ้ม-ป่อง ซ้อน-เป็นคู่)

๒) หญิงใดคอตกปล้องหางตาแดงพอสน่อย
เมื่อนางยกย่างย้ายพอด้ามเกิ่งเสมอกัน
แม่นว่าท้าวเข้าไปอยู่ซ้อนเรียงร่วมเป็นเมีย เมื่อใด
ยูท่างและทรงความสุขนั่งปองเป็นเจ้า
(ด้าม-เพียง, ประมาณ เกิ่ง-กึ่ง, ครึ่ง ซ้อน-คู่ครอง
ยูท่าง-สบาย, มีความสุข, อยู่เย็นเป็นสุข)

๓) หญิงใดมีปานดำขึ้นจับกกขาดูหลาก
หญิงนั้นใผผู้ได้กล่าวต้านโอมได้โชคมี แท้แล้ว
(โอม-ขอ, สู่ขอ ต้าน-พูด, สนทนา)

๔) หญิงใดโปแข่งน้อยคิ้วก่องกวมตา
หัวนมเป็นปานดำก็หากมีบุญแท้
ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียโชคขนาด แท้ตาย
มันหากดูประเสริฐแท้เมือหน้าบ่ขวงแท้แล้ว
(โป-พอง, นูนขึ้น กวม-คล่อม, ครอบ, ปิด ก่อง-โกง ขนาด-มาก, ยิ่ง เมือ-ไป ขวง-เสนียด, จัญไร)

๕) หญิงใดขี้แมงวันจับสบเบื้องซ้ายสมบัติมั่งบุญมีท้าวเอย
ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียหากคูนยิ่ง จริงดาย
(สบ-ปาก, ริมฝีปาก โอม-ขอ, สู่ขอ คูน-เป็นสิริมงคล ค้ำคูณ ก็ว่า)

๖) หญิงใดใบหูห้วนหยุดปลายพอสน่อย
หญิงนั้นเป็นแม่ค้ายังซิได้มั่งมี เจ้าเอย
ยังได้ผมดำเลื่อมหางนกยูงเสมอภาค กันนั้น
ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนจักเป็นเจ้าเศรษฐี

๗) หญิงใดเสียงปากต้านหวานหูเว้าม่วน
ตาเชิดซ้ายคอปล้องรูปงาม
เกศาผมยาวได้วาปลายคืบหนึ่ง
หญิงนั้นควรค่าล้านคำม่วนชอบธรรม แท้ดาย
(ม่วน-สนุกสนาน อยู่หลังคำพูดมีความหมายว่า ไพเราะ)

๘) หญิงใดแขนกลมส้วยขาวงามผิวผ่อง
นิ้วแลบเกลี้ยงเพียงเล่มลูกตา
หญิงนั้นใผได้เข้าอยู่ซ้อนปานกั้งร่มแดง
(ส้วย-เรียว กั้ง-กั้น, กางร่ม)

              ข) ลักษณะสตรีที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี ไม่เป็นชู้ ดังนี้

๑) หญิงใดหลังตีนสูงขึ้นคือหลังดองเต่า
หญิงนั้นใจซื่อแท้ประสงค์ตั้งต่อผัว เจ้าเอย
ก็บ่มักเล่นชู้ชายอื่นมาชม
ก็ท่อจงใจรักต่อผัวคีค้อยคีค้อย
หญิงนั้นแม่นซิทำการสร้างอันใดก็เรืองรุ่ง แท้แล้ว
แสนซิจมอยู่พื้นมาแล้วก็หากฟู
(คีค้อยคีค้อย-สม่ำเสมอ ฟู-เจริญ, รุ่งเรือง, ฟูเฟื่อง

๒) หญิงใดโยนีส้วยดวงปลีกล้วยตีบ
หญิงนั้นสุขลื่นล้นคำไร้บ่ห่อนมี แท้แล้ว
ก็หากซื่อสัตย์แท้ตั้งต่อผัวตน
จักเทียระคาคงอยู่ยืนเถิงเฒ่า หั้นแล้ว
(คำไร้-ความยากไร้ เทียระคา-ยาว, ยั่งยืน ทีฆะก็ว่า)

ค) ลักษณะสตรีที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ซึ่งมักจะเน้นในการเลี้ยงลูก มีฝีมือในการทำอาหาร และรู้จักปรนนิบัติญาติข้างเคียงของสามี

๑) หญิงใดเฮ็ดกินพร้อมพอเกลือทั้งปากแดก
หญิงนั้นแม่นเป็นข้อยเพิ่นร้อยชั้นควรให้ไถ่เอา ท่านเอย
(เฮ็ด-ทำ ปลาแดก-ปลาร้า ข้อย-ข้า, ทาส เพิ่น-เขา)

๒) หญิงใดทำครัวพร้อมหมกแกงก้อยลาบ
ก็บ่เค็มบ่จือแท้แวนซ้อยแซบนัว
หญิงนั้นมีบุญมากล้นศุภโยคนามขุน แท้ตาย
แม่นว่าดำปานกาก็ให้เอามาซ้อน
(แวน-ยิ่ง ยอดเยี่ยม แซบนัว-อร่อยกลมกล่อม)

๓) หญิงใดตีนมือส้วยขาวเหลืองก้ำกึ่ง
หญิงนั้นรู้แต่งตั้งการเหย้าแม่ผัว เจ้าเอย
(ส้วย-เรียว)

๔) หญิงใดนมยานเท่าลงเถิงท้องอ่อน
หญิงนั้นเลี้ยงลูกเต้าเมือหน้าแพร่หลาย เจ้าเอย
ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียแสนประเสริฐ
แสนซิรูปร่างร้ายควรให้ไถ่เอา
๕) หญิงใดคอตกปล้องหางตาแดงพอสน่อย
หญิงนั้นมีลูกเต้าเหลือล้นมากมาย
(สน่อย-เล็กน้อย, นิดหน่อย)

              ๒ ลักษณะหญิงที่เป็นอัปมงคล ไม่ควรเลือกมาเป็นคู่ครอง ท่านได้อรรถาธิบายไว้หลายประการ แต่เน้นหนักในลักษณะหญิงกาลกิณี คือหญิงอัปมงคลต่อสามี ลักษณะของหญิงประเภทนี้ ท่านพิจารณาจากรูปร่างเป็นสำคัญ คือมีลักษณะเหมือนสตรีโทษนั่นเอง อีกประการหนึ่งคือหญิงที่มีความประพฤติไม่ดี เช่น ชอบนินทา เป็นชู้ ขี้เกียจ ดื้อดึง ท่านพิจารณาจากความประพฤติ
ซึ่งประการหลังนี้น่าจะมีเหตุผลมากกว่า

              ก) ลักษณะสตรีโทษ อัปมงคลต่อสามีและครอบครัวไม่เจริญรุ่งเรืองในชีวิต

๑) หญิงใดโข้โมหน้าคือชายสักหยาด
หญิงนั้นในโลภเลี้ยวเคยม้างศาสนา
มีใจถ่อยแท้บ่หลิ่งเบิ่งทางบุญ
(หลิ่งเบิ่ง-เหลียวแล, เหลียวมองดู โข้โม-น่ากลัว ม้าง-ทำลาย)

๒) หญิงใดจินจิกหน้าผมแดงทางหน้าผาก
หญิงนั้นโสมรูปร้ายเคยม้างศาสนา
(จินจิก-ขมวดเป็นก้อน ผมหยิก, จอนจอก, ก็ว่า ม้าง-ทำลาย, มล้าง)

๓) หญิงใดทันตาแข้วคือสังข์ปุนเปรียบ
แข้วห่างแท้เสมอเพียงดั่งหนู นั้นดาย
หญิงนั้นทุกข์แต่น้อยเถิงเท่าฮอดตาย
(แข้ว-ฟัน ฮอด-ถึง, ตลอดจน)

๔) หญิงใดหางตาคิ้วขี้แมงวันจับอยู่
หญิงนั้นทุกข์เหือดบ่มั่วเป็นข้อยเพิ่นอยู่เลิง เจ้าเอย
(ข้อยเพิ่น-ขี้ข้าเขา, ทาสเขา เลิง-เรื่อยๆ)

๕) หญิงใดหน้าผากกว้างดังใหญ่โขโมนั้นนา
หญิงนั้นเป็นหญิงขวงอย่าเอาควรเว้น
(ดัง-จมูก โขโม-บาน, กว้าง ขวง-เสนียดจัญไร)

๖) หญิงใดมือกลมข้อแขนบางคิ้วก่อง
หญิงนั้นทุกข์ฮอดเฒ่าถือกระเบื้องขอทาน

              ข) ลักษณะหญิงที่มีจิตใจชั่ว คตินิยมของชาวอีสานเชื่อว่าความชั่วดื้อรั้น กิเลสตัณหาทั้งหลายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอบรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ลักษณะเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับชีวิต คือเป็นมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้นจากใจความตอนนี้จะเห็นว่าโลกทัศน์ของชาวอีสานอันเนื่องด้วยธรรมชาติของมนุษย์ กลับมองเห็นว่ามนุษย์อาจชั่วมาแต่กำเนิด ซึ่งโดยปกติแล้วชาวอีสานจะมองเห็นว่ามนุษย์เป็นผู้บริสุทธิ์มาแต่กำเนิดความชั่วทั้งหลายแหล่นั้นเกิดขึ้นเพราะความหลงผิดมนุษย์ฉะนั้นแนวคิดนี้น่าจะได้มาจากที่อื่น กล่าวคือน่าจะได้แนวคตินิยมจาก ทักษาพยากรณ์ ก็น่าจะเป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ต่างๆ อันปรากฏในเรื่องท้าวคำสอนนี้ น่าจะเป็นเครื่องสังวรใจของชายที่กำลังคิดจะหาคู่ครองเท่านั้น การกำหนดจากรูปร่างลักษณะทางร่างกาย ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริงทุกประเด็น ดังนี้

๑) หญิงใดขนตาเหี้ยนทางปลายยอดยิ่ง
หญิงนั้นรู้ขึ้นคร้านเข็นฝ้ายมักนอน แท้แด้
แม่โฉม รูปงามดังห้อยบาท้าวอย่าเอา แท้เนอ
แม่นว่าเป็นเมียใผก็บ่เป็นเรือนเหย้า
(เข็นฝ้าย-ปั่นฝ้าย บาท้าว-ชายหนุ่ม)

๒) หญิงใดฝาตีนกว้างกกขาทึมแข่งใหญ่
หญิงนั้นใผเข้าอยู่ซ้อนสอนได้ก็บ่ฟัง
มันก็ขี้ถี่แท้โถงโลกโลกา แท้ตาย
(ขี้ถี่-ตระหนี่ โถง-นักเลง)

๓) หญิงใดผมถอยขึ้นตาแหลวหลวงจับหน้าผาก
สบข้างใต้มันพับยื่นยาว
มันนั้นใจพาโลเหลือส่อสนคำเว้า
ท่อแต่เก็บคำเว้านินทาป้อยด่า
หญิงนั้นตั้งถ่อยร้ายควรเว้นหลีกไกล ท้าวเอย
(ตาแหลว-เครื่องหมาย, กะเหลว สบ-ปาก ส่อสน-พูดเท็จ ท่อแต่-เพียงแต่ ป้อย-แช่ง, ด่า ถ่อย-ต่ำช้า)

๔) หญิงใดแปะแหละหน้าสงสารซิไห้ต่อ
หญิงนั้นตั้งถ่อยร้ายใจสับบ่เหือดคีง แท้แล้ว
ใผผู้โอบเอาได้เป็นเมียสอนยาก จริงแล้ว
มันนั้นเฮ็ดหน้าหยืบหยึ้งคำรู้ก็บ่มี
(แปะแหละ-หน้าแบน, กว้าง สับส่อ-สับปลับ โอม-ขอ, สู่ขอ คีง-ตัว, ร่างกาย เฮ็ด-กระทำ หยืบหยึ้ง-หน้าเซ่อ, เฉยเมย)

๕) หญิงใดนมสองเต้าเชื้อชาตินามหมา
มันนั้นใจพาโลหนักถ่อยคนควรเว้น แท้แล้ว
แม่นว่าซิทำการสร้างทางใดบ่มีรุ่ง
แสนซิมีลูกเต้าสอนได้ก็บ่ฟัง

๖) หญิงใดมือตีนส้วยกกขาทึมแข่งใหญ่
หญิงนั้นมักโลภแท้คืนร้อยบ่อิ่มใจ แท้แล้ว
แม่นว่าแสนซิทำการแสนสร้างอันใดบ่มีรุ่ง ได้แล้ว
แม่นว่าซิไปคว้ามื้อละร้อยเสียซ้ำเติมพัน นั้นแลัว
(ทึม-ใหญ่, หนา ส้วย-เรียว)

๗) หญิงใดฝีสบดำช้ำเสมอหมากมอญ สุก ดังนั้น
อันแต่ตัณหาในโลกาบ่อาจมีใผเพี้ยง
หญิงนั้นคนมีใจถ่อยร้ายเจ้าอย่าโอมเอา แท้เน้อ
ฝูงนี้หญิงอธรรมบาปเวรนำใช้ แท้แล้ว
(ฝีสบ-ปาก, ริมฝีปาก)

              ๓. โวหารเชิงนารีปราโมทย์ ใจความในเรื่องท้าวคำสอนนั้นไม่เพียงแต่ให้แนวคิด คตินิยม
ในการเลือกสตรีมาเป็นคู่ครองเท่านั้น แต่ยังปรากฏว่ามีโวหารยอดเยี่ยมในการเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว และคงจะเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำนายลักษณะของสตรีเพศที่ยกมาให้ดูแล้วข้างต้น คำผญาภาษิตในเรื่องท้าวคำสอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวที่เราเรียกกันว่า ผญาเครือ ซึ่งโวหารที่ปรากฏอยู่ในเรื่องท้าวคำสอนนี้หนุ่มสาวในสมัยโบราณคงจดจำมาพูดเกี้ยวพาราสีกันอยู่เนื่องๆ

              ๑) โวหารที่ฝ่ายชายจะขอความรักจากหญิง กวีก็ได้อุปมาไว้ว่า “ดอกบัวย่อมไม่หนีน้ำ จันทร์ย่อมไม่หนีเขาพระสุเมรุ เจ้าอย่าได้ตัดเยื่อใยพี่เลย พี่เหมือนม้าหิวน้ำมาพบบ่อน้ำก็เพียงแต่ยืนมอง หรือเหมือนกับปลาหมอขาดน้ำย่อมเป็นเหยื่อแก่นกกา” ดังนี้

เจ้าผู้โสมเสลาหน้าเทวดาเพิ่นลงมาเกิด เรียมเอย
น้อยอย่าให้เสียคำมักอ้ายมาฝั้นฝ่ายอีเรียม
บัวทองบ่ห่อนหนีน้ำผยองฟูเท่าชั่วชีวังแล้ว
พระจันทร์บ่ห่อนพรากข้างหนีพ้นเหลี่ยมสุเมรุ ได้แล้ว
เจ้าผู้เกศาสร้อยคือเทาเขียวอ่อน
อย่าได้ตัดขาดข้อนให้เสียเบื้องร่วมแนนพี่ถ้อน
พี่นี้เทียมดังอาชาไนยม้าเดินทางหิวหอด
มาผ่อน้ำในสร้างเบิ่งดาย นั้นแล้ว
พี่นี้คือดั่งปลาเข็งข้อนในนาน้ำเขินขาด
ฝนบ่ตกหยาดย้อยการแร้งซิสวบกิน
(โสมเสลา-โฉมเฉลา คำมัก-ความชอบพอ, ความรัก ฝั้นฝ่าย-แนบชิด เทา-สาหร่ายสีเขียวขึ้นในนา แนน-บุญที่อยู่ร่วมกันเมื่อชาติก่อน, สายมิ่งสายแนนก็ว่า ผ่อ-พบเห็น ส้าง-บ่อน้ำ เบิ่ง-ดู, เห็นก็ว่า ปลาเข็ง-ปลาหมอ ข้อน-แห้ง สวบ-โฉบ, ขย้ำกิน)

              โวหารที่พรรณนาของความรักจากหญิง ฝ่ายชายได้เปรียบเทียบความรักของตนเพื่อให้ฝ่ายหญิงเห็นใจไว้ว่า ดังนี้

พี่ก็ดอมจิตตั้งมโนในขันธ์ธาตุ น้องเอย
คือดั่งอกซิแตกม้างเห็นน้องต่อนเสน่ห์
เทียมดังกาเห็นกล้วยสุกเหลืองแสวงตอด
แสนซิหวานแซบซ้อยกาเต้นแส่วกิน นั้นแล้ว
น้องบ่ผายโผดอ้ายจิตจอดทลายมุด
เหมือนดังปลาปีนบกส่วนซิตายกลางแจ้ง
พี่ได้มาเห็นน้องคือปลาแสวงเหยื่อ น้องเอย
คือควายเฒ่าเห็นหญ้าอ่อนอ้วนกินแล้วหากอุ่นใจ นั้นแล้ว
(ม้าง-ทลาย, ทำลาย, มล้าง ต่อน-เนื้อ, เนื้อตัว แซบซ้อย-อร่อยเอร็ด แส่ว-โฉบ, เฉี่ยว)

              โวหารชายที่เสนอตัวช่วยทำงาน เมื่อจะขอความรักจากหญิงสาว ซึ่งกวีได้นำเอาความเป็นจริงในการดำรงชีพมาร้อยกรอง แสดงให้เห็นว่า มโนทัศน์ในการมีคู่ครองของสาวชาวชนบทนั้น มีวัตถุประสงค์ที่จะหาผู้ชายมาช่วยทำมาหากินเป็นประเด็นสำคัญกว่าเรื่องอื่น เช่น

พี่นี้ดอมจิตตั้งนงแพงจึงมาจอดแนว
พี่ขอเซาจอดยั้งคราวน้อยเพิ่งพา แด่ถ่อน
เจ้าผู้เดือนหกหน้าใผซิลงนาร่วม นางนอ
ใผนอซิมาอุ้มมัดกล้าพาน้องก่อหน้านา
เจ้าผู้จุบุหน้าพระจันทร์เพ็งสุทธแจ่ม น้องเอย
ใผนอซิได้เข้าอยู่ซ้อมเทียมข้างเมื่อซินอน
เจ้าผู้งามเอื้อเคื้อเหลือใจเดต้นตาลพุ้ม
ใผนอซิได้มาขึ้นหย่มก้านกินน้ำต่งตาล น้องเอย
(แวะ-แวะ, เฉไป เซา-หยุด, ยั้ง เพ็ง-เพ็ญ เอื้อเคื้อ-สวยงาม อะเคื้อก็ว่า ซิ-จะ สิก็ว่า จุบุ-อวบอ้วน จุ๊กุ๊ก็ว่า ต่ง-รองน้ำ หย่ม-ขย่ม)

              วหารฝ่ายชายในการเกี้ยวสาว แสดงให้เห็นว่าชายที่ไม่มีคู่นั้นเหมือนเรือไม่มีหางเสือ กล่าวคือไม่เป็นฝั่งเป็นฝา ซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมชาวไทยสมัยอดีตทั่วไป เช่น

พี่นี้เทียมดังพายเรือข้ามทะเลหลวงบ่มีฝั่ง
หาที่จอดบ่ได้เห็นก้ำฝั่งแดน นั้นแล้ว
บ่คือดังนั้นคือดังจอกอยู่น้ำรากหยั่งบ่เถิงดิน
ไหลวนไปวนมาโลดบ่มีเฟือยค้าง
ว่าซิค้างเฟือยรกย่านเพิ่นถาง
ว่าซิค้างเฟือยบางก็ย่านเพิ่นไล่
ใจอ้ายว่าซิมาอยู่ค้างดอมน้องเพิ่งบุญ นี้แล้ว
(ก้ำ-ทิศทาง, ฝ่าย เฟือย-กิ่งไม้ที่อยู่ในน้ำ ย่าน-กลัวเกรง)

              โวหารที่ชายตัดพ้อสาวว่าไปรักชายอื่นที่เขาไม่รักนั้นเหมือนกับขืนควายให้กินหญ้า ขืนหมูให้กินรำ แล้วเปรียบว่าตนนั้นต้อยต่ำเหมือนหิ่งห้อย ฯลฯ

โอนอชาติที่ควายบ่กิน เกลียงหญ็าแสนซิข่มหัก
หมูบ่กินรำอย่าไปถุยดังเว้อ
คือดังอิ้วบ่เคี้ยวบุ่นฝ้ายแสนซิป้อนก็หากรุน
พี่นี้คือดังแสงหิ่งห้อยลงแล้วเกลือพงศ์ นั่นแล้ว
บ่คือธำมรงค์เลื่อมเรืองแสงในรุ่ง
บ่คือมณีโชติแก้วตมกลั้วบ่ห่อนหมอง
(เกลียง-หญ้า, ใบอ่อน อิ้ว-เครื่องตีหีบฝ้ายออกจารเมล็ด บุ่น-ละเอียด, ปุย รุน-ดุนไป, ผลักออกไป)

              ๒) โวหารหญิงที่กล่าวตอบการเกี้ยวพาราสีของชาย กวีได้ร้อยกรองไว้ไพเราะมาก และเป็นโวหารของท้องถิ่นที่สาวมักจะกล่าวตองโต้การเกี้ยวของชายหนุ่มเสมอๆ ดังนี้

              สาวเมื่อมีใจรักชายก็ต้องนิ่งไว้ เหมือนดอกไม้ต้องเอาไม้สอยจึงจะได้ดมกลิ่น ชายเหมือนจระเข้ต้องตีหางถึงชาวประมงจะรู้ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

โอนอแนวหญิงนี้คือกันกับดอกท่มนั่นแล้ว
คันว่าอ้ายบ่หาไม้หมิ้นดวงดิ้วบ่หล่นลง พี่เอย
แนวนามเชื้อ สกุลหญิงยศต่ำ
หญิงหากสุขอยู่ย่อนบุญสร้างพร่ำผัว แท้แล้ว
แนมท่อแข้บ่ตีหางให้ชาวมองบ่รู้เมื่อใดแล้ว
บ่มีใผซิรู้ได้มีแข้เงือกงู
นกบ่กูร์ณาแร้วป๋าจินายดิ้นอยู่ป่มๆ อ้ายเอย
แร้วบ่เปื้องปลิ้นหน้ากาแร้งก็หล่ำดาย นั่นแล้ว
(ท่ม-ดอกไม้ประเภทกระทุ่ม ดั้ว-อวบ, อวบอ่อน ย่อน-เพราะ ไม้หมิ้น-ไม้สอย แนมท่อ-หากว่า, ผิว่า แข้-จระเข้ เปลื้องปลิ้น-เหวี่ยงไกว ป๋า-ทิ้ง, ร้าง ปล่อยปละหล่ำดาย-มองดูเฉยๆ, ชำเลืองดูเฉยๆ)

              โวหารหญิงที่แสดงว่ารักชายแต่เกรงว่าวาสนาไม่ถึงก็เหมือนกับหมายจันทร์ถึงจะร่ำไห้จันทร์ก็ไม่เอนเอียงลงมาเพราะว่าน้องเป็นเหมือนนาเรื้อหวังเพียงกล้าแก่ กล้าอ่อนมีมากแต่ไม่อาจประสงค์ น้องมีใจรักอยากจะได้เคียงคู่ แต่เกรงว่ากบจะร้องแต่เดือนห้า ฝนไม่ตกข้าวของที่ปลูกไว้ก็เฉาตายเปล่า ๆ ดังนี้

พ่อชายนั้นคือจันทร์เทิงฟ้าดาราเคียงคู่ นั่นแล้ว
หญิงแสนซิร้องร่ำไห้บ่มิได้เหนิ่งจันทร์ ได้แล้ว
ชาตินาทามเรื้อประสงค์หาแต่กล้าแก่
กล้าอ่อนมีบ่แพ้นาเรื้อบ่ประสงค์
น้องได้ดอม จิตตั้งประสงค์ชายเรียงร่วม พี่เอย
ย่านท่อ คือกบเขียดร้องเดือนห้าก่อนฝน
น้องปลูกหมากแค้งไว้กลางไร่ก้ได้ป๋า
ปลูกหมากอึแตงไว้กลางนาทิ่มเปล่าดาย แท้แล้ว
อันนี้มีแต่ลมมาต้องบ่มีฝนจักห่า
(เทิง-บน, ข้างบน เหนิ่ง-โอน, เอน, เนิ้ง ก็ว่า แพ้-ชนะ ตรงข้ามกับพ่าย หมากแค้ง-มะเขือพวง ป๋า-ทิ้ง, ร้าง, ปล่อยปละ หมากอึ-ฟักทอง ทิ่ม-ทิ้ง, ทอดทิ้ง)

ธวัช ปุณโณทก เรียบเรียง
     อ้างอิง หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๕