ต้นกำเนิดตู้ไทยโบราณ
 
 

                ตู้ไทยโบราณ  เป็นตู้ที่มีลักษณะพิเศษเป็นแบบฉบับของไทยโดยเฉพาะ ในปัจจุบันยังไม่พบ
หลักฐานว่าตู้ดังกล่าวมีต้นกำเนิดเริ่มต้นใช้กันมาตั้งแต่ครั้งใด  แม้ในศิลาจารึกจะกล่าวถึงการสร้าง
วัสดุสิ่งของหลายสิ่งหลายอย่าง  เพื่อเป็นการบูชา  อุทิศแด่พระศาสนาไว้ตามที่ต่างๆ มากมายแต่ไม่
ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักใด  ณ  ที่ใดบ่งบอกว่าได้มีการสร้างตู้  หรืออุทิศตู้ให้แก่วัดหรือพระ
ศาสนา  คงมีแต่คำบางคำปรากฏอยู่ในศิลาจารึกบางหลักซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาใช้เป็นจุดโยงที่ช่วย
ให้สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ เช่น คำว่าพระมนเทียรธรรม หอปิฏก หอพระปิฏกธรรม ซึ่งหมายถึง
หอหรืออาคารที่เก็บพระไตรปิฏก  หรือพระธรรมคัมภีร์  ถ้าจะเรียกกันตามความนิยมในปัจจุบันคำว่า
พระมนเทียรธรรม    หอปิฏก  และหอปิฏกธรรม ก็คือหอไตรหรือหอหนังสือ หรือหอสมุดก็อาจจะเรียกได้ 
คำทั้งสามดังกล่าวข้างต้นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก  ในศิลาจารึกหลักต่างๆ ซึ่งจะแยกตัวอย่าง
มาพอสังเขปดังนี้คือ

                . จารึกหลักที่ ๑๐๖  ศิลาจารึกวัดช้างล้อม  จังหวัดสุโขทัย  ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอพระสมุด
วชิราวุธ  จังหวัดกรุงเทพฯ  จารด้วยอักษร  และภาษาไทย  เมื่อ พ
.. ๑๙๒๗  ด้านที่ ๑  บรรทัดที่ ๔๑ 
ความว่า
…แล้วจึงมาตั้งกระทำหอพระปิฏกธรรม

                ๒. จารึกหลักที่ ๘๗  ศิลาจารึกจังหวัดเชียงราย  จารด้วยอักษรไทยเหนือและไทย  ภาษาบาลี
และไทย  เมื่อ พ.. ๒๐๓๐  ด้านที่ ๑   บรรทัดที่ ๙, ๑๐  ความว่า…หื้อไม้สักแปลงพิหารทั้งหอปิดก…

                ๓. จารึกหลักที่ ๑๐๑  ศิลาจารึกวัดป่าใหม่  ปัจจุบันอยู่ที่วัดศรีอุโมงคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 
จารด้วยอักษรและภาษไทยเหนือ  เมื่อ พ
.. ๒๐๔๐  ด้านที่ ๑  บรรทัดที่ ๑๓, ๑๔  ความว่า… ไว้กับหอปิฏก
ห้าครัว
…

                ๔. จารึกหลักที่ ๗๑  ศิลาจารึกวัดพระธาตุมุมตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดลำพูน จารด้วยอักษร
และภาษาไทยเหนือ เมื่อ พ.. ๒๐๔๓  ด้านที่ ๑  บรรทัดที่ ๑๒  ความว่า…จึงให้สร้างพระธรรมมนเทียร…

                ๕. จารึกหลักที่ ๑๐๕  ศิลาจารึกวัดศรีอุโมงคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  จารด้วยอักษรและ
ภาษาไทยเหนือ  เมื่อ พ.. ๒๐๔๖  ด้านที่ ๑  บรรทัดที่ ๗  ความว่า…ไว้กับหอปิฏก…

                จากหลักฐานในศิลาจารึกที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้  ทำให้ทราบว่า  การสร้างอาคารเก็บหนังสือ
มีปรากฏมานานแล้ว  อย่างสันนิษฐานสืบต่อไปได้อีกว่า  ในเมื่อมีอาคารเก็บหนังสือซึ่งเป็นโครงสร้างใหญ่
การจัดเก็บหนังสือในอาคารนั้น  น่าจะต้องมีสิ่งรองรับซึ่งเล็กกว่าตัวอาคาร หลักการที่จะนำมาใช้สันนิษฐาน
ถึงรูปลักษณะของสิ่งรองรับหนังสือดังกล่าวนี้  จำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องคำนึงถึงตัววัสดุที่ใช้ทำเป็นหนังสือ
ประกอบด้วย  เพราะการสร้างสิ่งรองรับของใดก็ตามจักต้องให้มีรูปร่างลักษณะผสมกลมกลืนกับของนั้น ๆ
เพื่อให้มีความเหมาะสมในการที่จะใช้เป็นที่เก็บรักษา  และให้แลดูแล้วเกิดความรู้สึกว่า  หนังสือกับที่
รองรับนั้นเป็นของมีค่ามีฐานะเทียบเท่าครู  อาจารย์  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้  มีคุณค่าสูงส่ง
เป็นพระธรรมคัมภีร์ที่สูงสุดบูชาทีเดียว

                การที่จะพูดกันถึงตัววัสดุซึ่งใช้ทำเป็นหนังสือ ควรจะได้ทราบถึงข้อความบางประการที่ปรากฏ
ในศิลาจารึก  ซึ่งอาจจะใช้เป็นหลักฐานในเรื่องนี้ได้  คือ

                จารึกหลักที่ ๑  ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง  จารด้วยอักษรและภาษาไทย  เมื่อประมาณ
.. ๑๘๒๖  ด้านที่ ๒  บรรทัดที่ ๒๙  ความว่า…สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฏกไตร…

                จารึกหลักที่ ๔  ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง  จังหวัดสุโขทัย  จารด้วยอักษรขอมภาษาเขมร 
เมื่อ พ
.. ๑๘๙๐  ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๔๔ - ๔๗ ความว่า…ศรีสุรียพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราชเสด็จยืนขึ้น
ยกพระหัตถ์อัญชลี  นมัสการพระสุพรรณปฏิมากร  และพระไตรปิฏกที่เก็บไว้บนราชมนเทียร
…

                หนังสือพระไตรปิฏกที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึก  ซึ่งยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้  เป็นหนังสือที่จารลง
บนใบลาน  หรือที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า  หนังสือใบลานนั่นเอง  ซึ่งมีรูปลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ยาวๆ เรียงซ้อนกัน  มีสายสนองร้อยรวมเป็นผูกหนังสือเรื่องๆหนึ่ง หรือคัมภีร์หนึ่งๆ นั้น  อาจจะมีหลายผูก
ซึ่งมัดรวมกันเป็นชุดๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ได้ทราบแล้วว่าวัสดุที่ใช้ทำเป็นหนังสือนั้นคืออะไร  รูปร่างของ
หนังสือเป็นอย่างไร  ดังนั้นเราจึงอาจนำรูปลักษณะหนังสือที่กล่าวถึงนี้ไปเป็นข้ออ้างอิง  ถึงสิ่งที่จะใช้เป็น
ที่รองรับหรือสิ่งที่ใช้เก็บรักษาหนังสือเหล่านี้ไปเป็นข้ออ้างอิง  ถึงสิ่งที่จะใช้เป็นที่รองรับหรือสิ่งที่ใช้เก็บ
รักษาหนังสือเหล่านี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่พบหลักฐานว่า  หนังสือเหล่านั้นเก็บในที่ใด  มีวิธีการเก็บอย่างไร
ในสมัยที่ปรากฏในจารึกเหล่านั้น  แต่เราอาจจะคาดคะเนได้จากข้อมูลทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นว่า 
อย่างน้อยหนังสือเหล่านั้น จักต้องมีสิ่งรองรับ  ซึ่งอาจจะเป็นหีบ  ตู้  หิ้ง  ชั้น  ตั่ง  โต๊ะ  หรือวัสดุที่มี
รูปลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งได้มีการสร้างมาแล้วอย่างน้อยก็พร้อมๆ กับการสร้างหนังสือ

                ในจารึกหลักที่ ๑๑๖  ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ในบริเวณเมืองนคร  ประเทศกัมพูชา 
จารด้วยอักษรขอมโบราณภาษาสันสกฤต  เมื่อประมาณ พ
.. ๑๗๓๔  ด้านที่ ๓  บรรทัดที่  ๔๑  ความว่า…
หีบจีน  ๕๒๐  ใบ
… บรรทัดที่ ๖๗ - ๗๒  ความว่า…ศรีชยราชธานี  ศรีชยันตนครี  ชยสิงหวดี  ศรีชยวีรวตี
ละโว้  ไทยปุระ  สุวรรณปุระ  คัมพูกปัฏฏนะ  ชยราชปุรี  ศรีชยสิงหปุรี  ศรีชยวัชรปุรี  ศรีชยสตมภปุรี 
ศรีชยราชคิริ ศรีชยาทิปุรี  ศรีชยสิงหคราม  มัธยมครามกะ  สมเรนทรคราม  ศรีชยปุรี  วีหาโรตตรกะ

ปูราวาส  ในวิหารแต่ละแห่งทั้ง ๒๓  วิหารเหล่านี้…ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๓  ความว่า…จากเมืองหลวงไปยัง
เมือง   วิมาย
(มี) ที่พักพร้อมด้วยไฟ ๑๗ แห่ง…

                จากข้อความในจารึกหลักที่ ๑๑๖  มีข้อความที่เอ่ยอ้างถึงชื่อเมืองบางเมืองซึ่งนักปราชญ์ทาง
โบราณคดีเชื่อว่า  เป็นเมืองที่อยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบัน  อาทิ  เมืองลพบุรี  สุพรรณบุรี  ราชบุรี 
เพชรบุรี เมืองสิงห์  และเมืองพิมาย  นอกจากชื่อเมืองดังกล่าวนี้แล้วยังมีคำว่า  หีบจีน  ซึ่งทำให้เราเกิด
ความเชื่อถือได้ว่า  ในสมัยนั้นราว พ
.. ๑๗๓๔  จีนรู้จักใช้หีบใส่วัสดุสิ่งของมาแล้ว  และได้ให้แบบอย่าง
การใช้หีบดังกล่าวแก่ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย  หีบจีนในยุคนั้น  มีรูปลักษณะเป็นอย่างไร  ไม่อาจจะทราบ
ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ แต่ที่แน่นอนที่สุด ลักษณะรูปร่างของหีบก็คงจะอยู่ในทรงลูกบาศก์ ซึ่งมีขนาดกว้าง
แคบ  สูง  ต่ำ  แตกต่างกันไปตามประโยชน์ที่จะใช้สอย  สมควรที่จะถือได้ว่าหีบเป็นวัสดุเอนกประสงค์
ที่ทรงคุณประโยชน์ มากอย่างหนึ่งทีเดียวเมื่อเป็นเช่นนี้  เราก็อาจจะกล่าวอย่างกว้างๆ แบบคลุมสุ่มๆ
ว่าคงจะใช้หีบดังที่กล่าวแล้วนี้ใส่หนังสือได้เช่นกัน  และถ้าความคิดอย่างนี้เป็นไปได้  หีบใส่หนังสือก็น่าจะ
มีที่ใช้มาแล้วอย่างน้อยก็คงจะไม่ต่ำกว่าปี พ
.. ๑๗๓๔  ต่อมา  เมื่อมีการสร้างหอพระไตรปิฏกเพื่อใช้เป็น
ที่เก็บรักษาหนังสือพระไตรปิฏก และหนังสือพระไตรปิฏกดังกล่าวนั้น  ก็น่าจะบรรจุอยู่ในหีบ  เก็บไว้ในหอ
พระไตรปิฏกอีกทีหนึ่งนั่นเอง

                ถึงแม้ว่าการศึกษาหาข้อมูลจากหนังสือประชุมศิลาจารึกเล่ม ๑ - ๔ จะไม่มีคำว่า ตู้  ปรากฏอยู่ 
ณ ที่ใดเลยก็ตาม  แต่ถ้าเราพิจารณารูปลักษณะของหีบแล้วต่อเติมขาลงมา ๔ ข้างจะเห็นว่าหีบนั้นมีรูป
ลักษณะกลายเป็นตู้ได้โดยปริยาย  ซึ่งใช้เปิดปิดทางด้านหน้า  เมื่อมีหลักฐานอย่างแน่ชัดว่า จีนเป็นผู้นำหีบ
มาเผยแพร่ให้กลุ่มชนในแหลมอินโดจีนนี้  ฉะนั้น  จีนก็คงจะเป็นผู้นำแบบอย่างการใช้ตู้เข้ามาให้อีกด้วย
เช่นกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้เราอาจกำหนดได้ว่า  การใช้หีบเก็บวัสดุสิ่งของมีมาก่อนการใช้ตู้  ในยุคหลัง ต่อมา 
ได้มีการดัดแปลงรูปลักษณะของตู้ให้สวยงาม  มีองค์ประกอบและการตกแต่งเพิ่มขึ้น  มีรูปทรงแปลกๆ
แตกต่างกันออกไปหลายแบบหลายอย่าง  และมีประโยชน์ในทางใช้สอยมากขึ้น  ความนิยมในการใช้ตู้จึงยิ่ง
ทวีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด  เกือบจะลืมหีบซึ่งเป็นครูเดิมไปอีกด้วย

                ในเมื่อเรามีหลักฐานที่ชัดเจนบ่งบอกว่า  หมู่ชนในแหลมอินโดจีน  รู้จักใช้หีบมาแล้ว ตั้งแต่
พุทธศตวรรษที่ ๑๘  เป็นต้นมา  และแม้ว่าจะไม่มีข้อยืนยันว่ามีการใช้ตู้มาแต่ครั้งใด  แต่จากข้อสันนิษฐาน
ที่กล่าวมาข้างต้น  ทำให้เชื่อว่าไม่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แน่นอน  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
ประเทศไทยก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ฉะนั้นการใช้หีบ  หรือตู้ในยุคนั้น 
จึงน่าจะได้รับแบบอย่างสืบต่อมาจากจีน และลักษณะรูปทรงของหีบ และตู้ในสมัยนั้นก็คงจะเป็นแบบจีน
ด้วยเช่นกัน

                การใช้หีบ และตู้ในหมู่ชนคนไทย  คงจะได้รับความนิยมไม่น้อย  และใช้สืบต่อกันมาจนถึง
สมัยอยุธยา  ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐
- ๒๑  ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ 
ที่ผ่านมา  น่าจะได้มีการดัดแปลงรูปลักษณะของหีบและตู้ดังกล่าวนี้ให้สวยงาม  และมีประโยชน์ในการ
  ใช้สอยได้สะดวกขึ้น  จนกลายรูปไปเป็นลักษณะของไทยโดยเฉพาะ  ทั้งนี้เนื่องจากหีบ  และตู้ที่ใช้กันอยู่
ตามบ้านเรือนโดยทั่วไป  มีระดับความสวยงาม  และคุณภาพแตกต่างกันไปตามฐานะของผู้ใช้คือถ้าเป็น
ชนชั้นกลาง  หรือชั้นธรรมดา  รูปร่าง  และคุณภาพของตู้ก็คงจะไม่สวยงาม  หรูหรามากนัก  อาจจะทำจาก
ไม้ธรรมดา  ไม่มีการตกแต่งให้วิจิตรพิสดาร  แต่สำหรับชนชั้นสูง  เศรษฐีผู้มีเงินทั้งหลายนิยมใช้สิ่งของ
ที่งดงาม  หรูหรา  ราคาแพง  มีการตกแต่งอย่างละเอียด  ประณีต  บรรจง

                ตามนัยคติ  ประเพณี  ความเชื่อถือของคนไทยแต่โบราณ  นิยมสร้าง  และถวายสิ่งของไว้แก่
พระศาสนา  เพื่อเป็นพุทธบูชาบ้าง   เพื่อให้ตนเองได้ไปเกิดในสวรรค์ในที่บรมสุข  ได้พบพระศรีอาริย์ 
และได้บรรลุถึงความเป็นผู้เสวยสุข  สำเร็จสิ่งปรารถนาถึงพระนิพพานเป็นที่สุดบ้าง  หรือเพื่อเป็นการอุทิศ 
ผลบุญ  ผลทานนั้นๆ ให้แก่ญาติพี่น้อง  ครู  อาจารย์  บุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วบ้าง  เนื่องจากโดยธรรมชาติ
นิสัยของคนไทย  เป็นผู้ที่นิยมใช้สิ่งของ  หรือทำสิ่งของให้ดีที่สุด  มีคุณค่าที่สุด  เพื่อมอบให้ผู้อื่น  แต่สำหรับ
ของตนเองธรรมดาก็ได้
  ไม่พิถีพิถันมากมายเพียงใด  และยิ่งของสิ่งนั้นทำเพื่อเป็นการบูชา  หรืออุทิศแก่
่พระศาสนาจะเป็นไปโดยเพื่อตัวเอง หรือเพื่อผู้อื่นก็ตาม  จักยิ่งต้องจัดทำของสิ่งนั้นให้ดีที่สุดจนสุดวิเศษ
ทีเดียว  ตามนัยเหตุผลที่กล่าวมานี้  ชวนให้เกิดความคิดว่า  ถ้าจะมีการสร้าง หรืออุทิศ หีบหรือตู้  เชื่อได้ว่า 
หีบหรือตู้นั้น  จักต้องจัดทำอย่างพิเศษ  งดงาม หรือมิฉะนั้นก็คงจะต้องเป็นของที่ดีที่สุดที่ผู้เป็นเจ้าของมีอยู่

และเมื่อผู้เป็นเจ้าของสิ้นชีพไปแล้ว  ทายาทจัดการถวายไว้แก่พระศาสนาเพื่อเป็นทาน  และหนทางบุญ
ที่จักช่วยชักนำให้วิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วดำเนินไปสู่สุคติ  ความงดงามของหีบ หรือตู้ที่กล่าวถึงนี้ 
อาจจะค่อยๆ วิวัฒน์ตัวเองไปเรื่อยๆ จากแบบที่เคยใช้อยู่ในยุคแรก คือเป็นแบจีนแท้ๆ ถัดจากนั้นมาก็คง
จะค่อยๆ กลายรูปไปจนมีลักษณะเป็นแบบใหม่ ซึ่งผิดไปจากครูเดิม  กลับมามีรูปลักษณะเป็นเอกลักษณ์
ของไทยโดยเฉพาะ  แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราไม่อาจจะหาลักฐานเกี่ยวกับรูปทรงของหีบและตู้
ในยุคต้นๆได้  ถึงกระนั้นเราก็ยังได้มีโอกาสเห็น หีบ และตู้ไทยโบราณ ที่มีลักษณะพิเศษอันเป็นแบบฉบับ
ของไทยโดยเฉพาะ  เป็นครั้งแรกในสมัยอยุธยาตอนปลาย  แม้ว่าจะไม่อาจทราบกำหนดอายุได้แน่นอน 
แต่เราก็สามารถประมาณเวลาได้ว่าคงจะไม่ต่ำกว่าพุทธศตวรรษที่ ๒๑

นักปราชญ์บางท่าน  ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า  หีบหรือตู้ที่ถวายไว้แก่พระศาสนา  ดังที่กล่าวแล้วนี้ เดิมที
ผู้เป็นเจ้าของอาจจะใช้ใส่เสื้อผ้า หรือสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ และเมื่อถวายไว้แก่พระศาสนาแล้วพระสงฆ์ผู้รับ
ของถวายคงจะใช้เป็นที่เก็บหนังสือ หรือพระธรรมคัมภีร์  เมื่อกาลเวลานานไปชื่อที่จะใช้เรียกหีบ หรือตู้
เหล่านี้  จึงเพี้ยนไปตามสิ่งของในตู้  ด้วยเหตุนี้  บางครั้งจะได้ยินมีผู้เรียกหีบ และตู้ดังกล่าวว่า  หีบพระธรรม
หรือตู้พระธรรม และเนื่องด้วยหีบ และตู้เหล่านี้  นิยมเขียนลวดลายตกแต่งด้วยวิธีการลงรักผิดทอง
หรือที่เรียกว่า ลายรดน้ำ หรือตู้ทอง เป็นต้น  แต่สำหรับหีบกลับไม่นิยมเรียก ๒ ชื่อนี้ ส่วนใหญ่จะเรียกว่า
หีบพระธรรมเท่านั้น  ตามคำนิยมที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวถึงตู้นี้ว่า  เป็นลักษณะพิเศษ
ของไทยโดยเฉพาะ  ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการทำตู้แบบนี้อีกแล้ว  ฉะนั้นจึงควรใช้ชื่อเรียกเป็นสามัญว่า
ตู้ไทยโบราณ

..............................................................................................

อ้างอิง    หนังสือชุดหอสมุดแห่งชาติ เล่ม 3   ตู้ไทยโบราณ
เรียบเรียงโดย  นางสาวก่องแก้ว  วีระประจักษ์ , นางสาวนิยะดา  ทาสุคนธ์
ทำ website  นางสาวสุรีพร  บุญรักษา , นางสาวสุพัตร์ตา  จันทะแสง