ลำบุษบา(ปลาแดกปลาสมอ)
นิทานพระยาพิมพิสาร
สังข์ศิลป์ไชย
หน้าผากไกลกะโด้น
นกกระจอก
พญาคำกอง
ท้าวคำสอน
เสียวสวาด


เรื่องหน้าผากไกลกะโด้น

              เรื่องหน้าผากไกลกะโด้น กวีได้แต่งในแนวชาดกในตอนจบท้ายเรื่องได้แจกแจงตัวละครว่าตัวใดไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา และบริวารอื่นๆ สันนิษฐานว่ากวีผู้แต่งเรื่องนี้เป็นพระภิกษุชื่อว่า ศีล หรือศิลา ซึ่งปรากฏข้อความในบทไหว้ครูดังนี้
              สีลังคุ้มคนิงธรรมฮีฮ่ำ ยอยิ่งญาณยอดแก้วถวายไหว้พระยอดคุณ
              อีกทั้งยังได้บันทึกวันเดือนปีที่แต่งไว้ในตอนต้นเรื่องไว้ว่า "ดิถีถ้วยพลันมาเลยล่วง เจตมาสย้ายปุนเปื้องแบ่งปี" ส่วนในตอนท้ายได้กล่าวไว้ว่า "พอเมื่อเบญจมาสขึ้นห้าค่ำ วันศุกร์ริจนาธรรมเทศนาเลยแล้ว" หมายความว่าได้ลงมือแต่งในเดือนหก และแต่งเสร็จในวันศุกร์ ขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า ส่วนจะเป็นปีใดไม่ได้กล่าวถึงในต้นฉบับไว้เลย
เนื้อเรื่อง

              มีเศรษฐีใจบุึญผู้หนึ่งแห่งเมืองโกสัมพี ได้ทราบข่าวว่าพระสงฆ์จะเข้าพิธีปริวาสกรรม และมีประกาศจากพระเถระผู้ใหญ่ว่าจะขอให้ญาติโยมอุปถัมภ์ด้วยอาหารคาวหวานในการบิณฑบาต เศรษฐีผู้มีจิตศรัทธาจึงรับอุปภัมภ์พระสงฆ์ในครั้งนี้ ได้ทำให้เศรษฐีซึ่งมั่งมีอยู่แล้วกลับมั่งมียิ่งขึ้น ประกอบกับมีอายุยืนนานถึง ๕๐๐ ปี ครั้นตายไปจึงได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพระอินทร์อยู่บนสวรรค์เป็นเวลานาน เกิดความร้อนรุ่นกระวนกระวายใจอยากจะลงมาเที่ยวยังเมืองมนุษย์จึงได้ปรึกษากับนางชาดามเหสี นางชาดากราบทูลว่ามิเป็นการสมควรที่พระองค์จะเสด็จไปยังเมืองมนุษย์ แต่พระอินทร์หาได้ฟังคำทัดทานของนางชาดาไม่ จึงได้ตีกลองต้องป่าวเทพยดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเทวดาได้ยินเสียงกลองต่างก็พากันมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน พระอินทร์ได้แจ้งพระประสงค์แกเทวดา แลัวเทวดาก็จัดราชรถแก้วมาถวายเพื่อใช้เป็นพระราชพาหนะ เมื่อได้รถแก้วแล้วพระอินทร์ประทับรถแก้วผ่านเมฆหมอกและท้องฟ้าอันเวิ้งว้างว่างเปล่านั้น ได้มีลมโบกสะบัดพัดไปมาอยู่ไม่ขาดระยะ ทำให้พระอินทร์หวลคิดถึงนางชาดามเหสี พระองค์ได้มองหานางไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมทั้งรำพึงรำพันว่า หากมีบุญวาสนาตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอีกสักกี่หนกี่ครั้งก็ตามก็จะไม่ลืมนางชาดาแม้แต่เพียงครั้งเดียว

เมื่อราชรถเคลื่อนต่ำลงมาพระอินทร์ได้เห็นภูเขาเจ็ดยอดอันเป็นสถานที่อยู่ของพระยาแถน พระอินทร์ได้หยุดราชรถพระยาแถนได้ออกมาต้อนรับ พระอินทร์ได้บอกพระยาแถนว่าพระองค์อยากจะไปเยี่ยมเยียนเมืองมนุษย์ เมื่อพระยาแถนได้ฟังดังนั้นจึงนึกอยากไปเที่ยวเมืองมนุษย์พร้อมกันกับพระอินทร์ด้วย โดยขับขี่ยนต์ของพระยาแถนเคียงคุ่ไปกับราชรถแก้วของพระอินทร์ด้วย เหตุนี้เองทำให้พระอินทร์รู้สึกไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระอินทร์คิดว่าพระยาแถนยกตนตีเสมอขาดความมเคารพยำเกรง พระอินทร์จึงกล่าววาจาแสดงความไม่พอใจพระยาแถน แล้วขับราชรถแก้วหนีไป พระยาแถนได้ฟังคำของพระอินทร์รู้สึกเสียใจมาก เพราะพระยาแถนเองก็ไม่เคยมีใครมาใช้กิริยาวาจาเช่นนี้มาก่อน พระยาแถนจึงแค้นมากถึงกับคิดในใจว่าจะสังหารพระอินทร์ให้จงได้
้ จึงตีกลองร้องป่าวให้บรรดาแถนทั้งหลายมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในที่ประชุมต่างก็เห็นสมควรให้ตัดคอพระอินทร์เสีย แล้วพระยาแถนได้ทำยนต์เป็นรูปชายหนุ่มมือถือดาบขึ้น แล้วปลุกเสกด้วยเวทมนตร์คาถา แล้วสั่งยนต์หนุ่มให้ถือดาบวิ่งไปตัดคอพระิิอินทร์ เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงกลับคืนมายังเมืองแถนดังเดิม ยนต์หนุ่้มได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระยาแถนโดยตามไปทันพระอินทร์ยังกลางหาว เมื่อตัดคอพระอินทร์จนถึงแก่ความตายแล้ว ศีรษะของพระอินทร์ที่ถูกตัดขาดแล้วได้ขึ้นไปอาละวาดอยู่เมืองแถน พระยาแถนเกรงว่าถ้าขืนปล่อยให้อาละวาดต่อไปเกรงจะเกิดอัีนตราย จึงสั่งให้ยนต์หนุ่มใช้ดาบผ่าศีรษะของพระอินทร์ออกเป็นสองเสี่ยง คือเสี่ยงที่เป็นส่วนของหน้าผาก กับเสี่ยงที่เป็นส่วนของกะโด้น (ท้ายทอย) ทั้งหน้าผากและกะโด้นได้ตกลงมายังเมืองมนุษย์คนละแห่ง ส่วนท่อนที่เป็นลำตัีวของพระอินทร์ได้ตกลงมายังเมืองมนุษย์เช่นเดียวกัน เมื่อนางชาดามเหสีมองลงมาเห็นท่อนตัววางอยู่บนพื้นดิน ไม่พบส่วนศีรษะ นางได้รีบลงมอุ้มเอาร่างที่ปราศจากศีรษะของพระอินทร์ด้วยด้วยเศร้าโศกเสียใจ นางชาดาคิดว่าจะมีวิธีที่จะช่วยชีวิตพระอินทร์ได้อย่างไร หากว่าพบส่วนของศีรษะของพระิอินทร์นางชาดาก็พอที่จะนำมาต่อให้ติดกันเหมือนเดิมได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจอุ้มร่างที่ไร้ศีรษะและไร้วิญญาณของพระอินทร์เหาะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไม่สามารถที่จะช่วยได้นางชาดาจึงอุ้มร่างพระอินทร์ต่อไปยังพรหมโลก นางได้ขอร้องท้าวมหาพรหมได้โปรดกรุณาช่วยเหลือท้่าวมาพรหมบอกว่าช่วยไม่ได้และไ้ด้ชี้ให้หาท้าวอกนิษฐมหาพรหม ซึ่งเป็นพรหมชั้นสูงสุด ท้าวอกนิษฐานมหาพรหมเล็งญาณเห็นว่าพระอินทร์ยังไม่สิ้นกรรมจึงช่วยเหลือกไม่ได้ นางชาดาจึงตัดสินใจอุ้มพระศพของพระอินทร์กลับลงมายังมนุษยโลกอีกครั้งหนึ่งครั้งนี้นางได้ขอให้พระยาครุฑช่วยเหลือ พระยาครุฑก็ไม่สามารถจะช่วยได้ นางจึงได้อุ้มพระศพต่อไปจนกระทั่งพบยักษ์กุมภัณฑ์ ยักษ์กุมภัณฑ์แนะำนำว่าให้ไปขอความช่วยเหลือต่อพระอีสูรผู้มีฤทธิ์เดช นางชาดาจึงอุ้มพระศพต่อไปอีก พระอีสูรก็ไม่อาจจะช่วยได้ตามที่นางขอร้อง นางจึงได้อุ้งพระศพต่อไปยังท้าวเวสสุวัณ ท้าวเวสสุวัณเล็งดูถึงอดีตชาติที่ผ่านมาทราบว่าอดีตชาติพระอินทร์เคยเป็นเศรษฐีอยู่เมืองโกสัมพี รับเป็นผู้อุปถัมภ์พระสงฆ์คนเดียว อานิสงส์ในครั้งนั้นเมื่อตายไปจึงไปเกิดเป็นพระอินทร์ เมื่อสิ้นบุญในสวรรค์จะมาเกิดยังเมืองมนุษย์ ขณะเดินทางลงมาได้ถูกพระยาแถนทำยนต์หนุ่มถือดาบตัดคอและผ่าศีรษะกระเด็นตกไปคนละหนแห่ง ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ให้คนอื่นร่วมทำบุญด้วย ท้าวเวสสุวัณได้เล็งไปเห็นกะโหลกศีรษะของพระเถระรูปหนึ่งที่มรณภาพไปแล้ว จึงได้นำมาทำพิธีติดต่อเข้ากับท่อนตัวของพระอินทร์ แล้วทำพิธีปลุกเสกด้วยเวทมนต์ จึงช่วยให้พระอินทร์กลับฟื้นคืนชีวิตมาได้อีกครั้งหนึ่ง พระอินทร์รู้สึกดีพระทัยมาก จึงถามเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขี้นบ้าง นางชาดามเหสีกราบทูลว่า นางได้อุ้มพระศพพระองค์ไปขอความช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิฤทธิฺ์์ปาฎิหาริย์ทั้งหลาย ให้ช่วยต่อศีรษะเข้ากับพระศพของพระองค์อยู่นานถึงแปดเดือน แล้วพระอินทร์และนางชาดาได้กราบทูลลาท้่าวเวสสุวัณเสด็จกลับไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังเดิม

              กล่าวถึงพระยาคำล้าน ครองเมืองคำมูล มีมเหสีนามว่านางอ่อนสา มีธิดานามว่า นางพิมพา เมื่อนางพิมพาโตเป็นสาวได้แต่งงานกับเศรษฐีแห่งเมืองคำมูล ในคืนวันหนึ่งพระยาคำล้านทรงสุบินว่า พระจันทร์ส่องแสงสีเหลืองนวลอยู่บนหลังคาปราสาท แล้วพระจันทร์ได้ตกลงมายังหลังคาที่นั้นพระยาคำล้านจึงให้โหรมาทำนาย โหรทำนายว่า หน้าผากของพระิอินทร์มาตกอยู่บนหลังคาปราสาท พระยาคำล้านจึงสั่งให้เสนาขึ้นไปตรวจดูพบหน้าผาก จึงนำลงมาถวายให้พระยาคำล้านทอดพระเนตร พระยาจึงคิดจะทำเจดีย์บรรจุหน้าผากนี้ไว้ใ้ห้เป็นสิริมงคล เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีก็จัดขบวนแห่หน้าผากออกไป พอขบวนแห่ไปถึงที่ที่จะบรรจุหน้าผากปรากฏว่าหนัาผากได้หายไป และไปเกิดอยู่ในท้องนางพิมพาธิดาของพระยาคำล้านนั่นเอง เมื่อครบกำหนดนางพิมพาได้ได้เกิดโอรสรูปร่างสวยงามมาก พระยาึำคำล้านจึงประทานนามว่า "จันทกุมาร" เพื่อให้ตรงกับความฝันในคืนวันนั้น กุมารน้อยจันกุมารไม่พอใจในพระนามที่พระยาคำล้านประทานให้ จึงเอาแต่ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน นางพิมพาทะนุถนอมเอาอกเอาใจอย่างไรก็ไม่หยุดร้องไห้ จึงให้โหรมาทำนาย โหรแนะนำว่ากุมารไม่ชอบชื่อนี้ ถ้าเปลี่ยนชื่อใหม่ก็จะหยุดร้องไห้ไปเอง ในที่สุดจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อกุมารเสียใหม่จนเป็นที่พอใจแล้วกุมารก็ไม่ร้องไห้อีกเลย ครั้นเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งกุมารเจริญวัยไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือกินอะไรก็ตามกุมารจะถามหากะโ้ด้นอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งท่านเศรษฐีและนางพิมพาผู้เป็นบิดามารดาเกิดความสงสัยว่าลูกชายของตนมีอาการคล้ายกับคนที่เสียสติ จึงไปหาหมอมารักษา กุมารจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนได้ จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อตามหากระโ้ด้นต่อไป ในระหว่างการเดินทางต้องบุกป่าฝ่าดงด้วยความลำบากตรากตรำ ต้องพบกับสัตว์ร้ายในป่านานาชนิดค่ำไหนนอนนั่น นับเป็นการเดินทางที่ต้องเสี่ยงภัยอันตรายตลอดเวลา และเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เมื่อพระิิอินทร์ได้เล็งญาณเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้เนตมิตกายเป็นหมูหนาย (หมูป่าเขี้ยวตัน) นำเอาแก้วมหานิลดวงหนึ่งมามอบให้ พร้อมกับบอกว่าแก้วมหานิลดวงนี้ทำให้เหาะเหินเดินอากาศได้ และป้องกันอันตรายจากภัยต่าง ๆ ได้อีกด้วย เมื่อหน้าผากรับแก้วมหานิลจากหมูหนายแล้วจึงได้เหาะไปยังเมืองฟ้าสมั่ง และได้เข้าไปขอพักอาศัยอยู่กับย่าจำสวนที่เป็นผู้เฝ้าอุทยานเมืองฟ้าสมั่งและย่าจำสวนได้รับหน้าผากไว้ในฐานนะลูก ตามปกติชาวเมืองฟ้ามั่งกินผีเป็นอาหาร วันหนึ่งเจ้าเมืองฟ้าสมั่งพร้อมทั้งไพร่พลได้ออกป่าเพื่อหาอาหาร ยักษ์กันดารเมื่อเห็นพระยาฟ้าสมั่งตามมา ก็ทำกลลวงแสร้งว่าตนเป็นผีที่เดินหลงทางมาพระยาฟ้าสมั่งเข้าใจว่าเป็นผีจริงจึงสั่งให้ไพร่พลตามจับ แต่พระยาฟ้าสมั่งกลับต้องถูกผีจำแลงจับไปขังไว้ในเมืองยักษ์ในขณะที่ถูกขังอยู่เืมืองยักษ์นั้น พระยาฟ้าสมั่งระลึกถึงลูกเมียโดยเฉพาะคิดถึงนางแพงศรีธิดาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเพ้อจนยักษ์กันดารได้ิยิน ยักษ์กันดารจึงคิดอยากได้นางแพงศรีมาเป็นภรรยาของตน จึงเจรจาขอนางแพงศรีจากพระยาฟ้าสมั่งว่าถ้ายินดียกนางให้ก็จะปล่อยพระยาออกจากที่คุมขังพระยาฟ้าสมั่งจึงตกลง            

               ยักษ์กันดารดีใจที่จะได้นางแพงศรีมาเป็นภรรยา จึงสั่งให้ปล่อยพระยาฟ้าสมั่งออกจากที่คุมขังพร้อมทั้งสั่งกำชับให้เสนาอำมาย์เดินทางไปส่งพระยาจนกระทั่งถึงเมืองพร้อมกับรับนางแพงศรีกลับมาด้วย เมื่อพระยาฟ้าสมั่งเดินทางไปถึงบ้านเมืองแล้ว ได้ไปเจรจากับหน้าผากว่า ถ้าหากว่าหน้าผากสามารถรบชนะยักษ์กันดารจะยกนางแพงศรีธิดาของพระยาให้เป็นภรรยาพร้อมทั้งยกราชสมบัติบ้านเมืองให้ครอบครองต่อไป หน้าผากจีงตกลง ยักษยักษ์กันดารรอต้อนรับนางแพงศรีด้วยความกระวนกระวายใจ จนกระทั่งเสนาอำมาตย์เดินทางมาถึงจึงได้ทราบว่า พระยาฟังสมั่งไม่ยอมมอบนางแพงศรีให้ ยักษ์กันดารมีความเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่งถึงกับได้สั่งให้เสนาอำมาตย์ยกไพร่พลมาจับตัวพระยาฟ้าสมั่งแล้วผูกศอกไว้ ทำให้เสนาอำมาตย์แห่งเมืองฟ้าสมั่งไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้เกิดต่อสู้กันขึ้นจนกลายเป็นสงครามลุกลามใหญ่โตต่อมา หน้าผากต้องเข้าสู้รบจนได้ชัยชนะ แล้วเสนาอำมาตย์ยักษ์ต่างก็กลับคืนไปบ้านเมืองของตน เมื่อหน้าผากรบชนะยักษ์แล้วพระยาฟ้าสมั่งจึงยกนางแพงศรีให้เป็นภรรยาหน้าผากตามสัญญา พร้อมกับมอบเมืองฟ้าสมั่งให้หน้าผากและนางแพงศรีปกครองแทนสืบไปพระยาฟ้าสมั่งได้สั่งให้จัดพิธีอภิเษกให้ในเวลาเดียวกันเมื่อยักษ์กันดารทราบข่าว่า พระยาฟ้าสมั่งยกนางแพงศรีให้เป็นภรรยาหน้าผาก ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้แก่ยักษ์กันดารยิ่งนัก จึงตีฆ้องรัองป่าวประกาศให้บรรดาพลยักษ์ และเสนายักทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน ที่ประชุมตกลงว่าต้องมีการสู้รบกับพระยาฟ้าสมั่ง เพื่อแย่งชิงนางแพงศรีมาให้ได้ทางฝ่ายเมืองฟ้าสมั่งเมื่อทราบข่าวศึกจึงได้เตรียมไพร่พลไว้อย่างพร้อมพรั่งเช่นเดียวกัน เมื่อเปิดศึกทั้งสองฝ่ายต่างก็สู่รบกันอย่างเต็มความสามารถ ไำพร่พลทางเมืองฟ้าสมั่งได้หน้าผากเป็นผู้นำทัพต่อสู่กับฝ่ายพลทหารของยักษ์จำนวนมากมายมหาศาล ยักษ์ที่ถูกฆ่าตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู้รบได้อีกชนิดที่เรียกได้ว่าเกิดแล้วตายแล้วเกิดจนนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายหน้าผากสามารถเอาชนะยักษ์ได้ ทำให้ยักษ์ยอมยกเมืองให้และยังได้เชิญหน้าผากเป็นเจ้าเมืองต่อไป
               เมื่อปราบศึกยักษ์สงบราบคาบแล้ว หน้าผากได้ปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ได้สั่งสอนให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นชาวบ้านชาวเมืองมีความขยันหมั่นเพียรหนักเอาเบาสู้ส่วนชนชั้นปกครองก็ให้ช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป บรรดาขุนนางก็ต้องมีความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อเกิดศึกสงครามต้องยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิต นอกจากนี้หน้าผากยังได้สั่งสอนเสนาอำมาตย์แห่งเืมืองยักษ์ ให้ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม อย่าได้เบียดเบียนผู้อื่น เมืองยักษ์กับเมืองฟ้าสมั่งจึงเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาตั้งแต่บัดนั้น
               กล่าวถึงกะโด้น (ท้ายทอย) ภายหลังจากที่พระยาแถนผ่าศีรษะออกเป็นเสี่ยง ๆ แล้ว ได้มาเกิดในท้องของนางกองแก้วซึ่งเป็นมเหสีของพระยาราชรัสสาเจ้าเมืองกรุงศรี เมื่อกะโ้ด้นเจริญวัยขึ้นก็คิดถึงหน้าผากและบ่นถึงหน้าผากอยู่เนืองๆ จนพระยาราชรัสสาและนางกองแก้ว ผู้เป็นบิดาและมารดาเกิดความสงสัยว่าโอรสจะมีอาการผิดปกติไปจากสามัญชนทั่วไป ท้าวกะโ้ด้นเมื่อรู้ว่าบิดามารดาทรงห่วงใยเกรงว่าโอรสจะวิกลจริตท้่าวกะโด้นจึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองกรุงศรี เดินทางไปยังเมืองยางแดง ในระหว่างการเดินทางท้าวกะโด้นต้องต่อสู่กับภัยอันตรายรอบข้าง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นพระอินทร์ได้ทรงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษ จึงได้เนรมิตม้ามณีกาบให้มาเป็นพาหนะท้าวกะโ้ด้นเมื่อได้ม้ามณีกาบมาช่วยในการเิดินทางจึงทำให้ท้่าวกะโด้นเิดินทางถึงเมืองยางแดงอย่างปลอดภัย ท้าวกะโด้นได้ไปขออาศัยอยู่กับย่าจำสวน ซึ่งย่าจำสวนก็มีหลานชายคนหนึ่งชื่อท้าวคำกลม ย่าได้ให้ท้าวคำกลมไปรับจ้างเลี้ยงวัวให้กับท่่านเศรษฐีในเมืองยางแดงนั้น แต่ท้าวคำกลมกลับถูกท่้านเศรษฐีเฆี่ยนตี ม้ามณีกาบเห็นท้าวคำกลมถูกเฆี่ยน ดังนั้นจึงชวนท้าวกะโด้นไปพักที่บ้านเศรษฐี พอถึงเวลานอนม้ามณีกาบได้ไปนอนขวางทางขึ้นลงบันไดไม่ยอมให้ใครขึ้นลงได้พร้อมทั้งได้พูดท้าทายว่าจะทำลายบ้านเมืองปราสาทราชวังของเมืองยางแดงให้พังพินาศ ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นจึงไปกราบทูลพระยาให้ทรงทราบ พระยาจึงสั่งให้ไปจับตัวกะโด้นและม้ามณีกาบมาให้ได้แต่ก็ไม่มีใครสามารถที่จะจับตัวกะโด้นได้ซ้ำยังถูกม้ามณีกาบทำร้ายบาดเจ็บล้มตายอีกจำนวนมาก เสนาอำมาตย์เห็็นว่าม้ามณีกาบมีอิทธิฤทธิ์มากรู้สึกเกรงกลัว และที่สุดม้ามณีกาบได้เสกเป่าด้วยคาถาอาคมให้เชือกไปผูกคอยักษ์กุมภัณฑ์ไำว้ ยักษ์กุมภัณฑ์ต้องยอมแพ้และขอขมาโทษ ม้ามณีกาบจึงแก้เชือกออกพร้อมกับยกโทษให้ยักษ์กุมภัณฑ์ และยังได้เสกมนต์คาถาให้ผู้คนที่ล้มตายกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกด้วยเจ้าเมืองยางแดงทราบถึงความเก่งกล้าสมารถของท้าวกะโด้นและม้ามณีกาบ จึงตัดแต่งขบวนช้างม้ามาเชิญให้ท้าวกะโด้นขึ้นครองเมืองยางแดงต่อไป เมื่อท้าวกะโด้นขึ้นครองเมืองแล้วเห็นว่าท้าวคำกลมหลานชายย่าจำสวนมีความสามารถเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าเมืองได้ จึงได้อภิเษกท้าวคำกลมกับนางสีดาเป็นคู่ครองกัน และยังแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองยางแดงต่อจากท้าวกะโด้นอีกทีหนึ่ง ในระหว่างนี้เองที่ท้าวกะโด้นได้สั่งสอนเจ้าเมืองและไพร่พลเมืองยางแดงให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม และท้าวกระโด้นก็ลาชาวเมืองยางแดง พร้อมทั้งย่าจำสวนและเจ้าเมืองยางแดงคนเดิม และเจ้าเมืองคนใหม่คือท้าวคำกลมและนางสีดาแล้วท้าวกะโด้นได้ขี่ม้ามณีกาบเดินทางต่อไป ระหว่างการเดินทางต้องผ่านด่านนางนี ด่านยักษ์เมืองยางขาว เมืองยางดำ ด่านพระยาธร ด่านดาบส ด่านผี ด่านหมี จนกระทั่งถึงเมืองอิงดอยจึงได้หยุดพักที่ศาลากลางเมือง เมื่อเจ้าเมืองอิงดอยทราบข่าวว่าท้าวกะโด้นและม้ามณีกาบเดินทางมาพักที่ศาลาหน้าเมืองจึงจัดการต้อนรับอย่างสมเกียรติและได้เชิญให้ไปพักอยู่ที่บ้านราชครู
               ฝ่ายท้าวสุทธจักร เป็นโอรสพระยาผาบังได้หลงรักนางสุมณฑาธิดาของพระยาเขาศรี ได้จัดส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอแต่พระยาเขาศรีไม่ยอมยกนางสุมณฑาให้ เพราะเหตุว่าพระยาเขาศรีต้องการบุตรเขยที่มีความรุ้และเคยเล่าเรียนเกี่ยวกับวิชาศาสตร์ศิลป์ที่มีความเก่งกล้าสามารถ เพื่อจะได้มาช่วยปกครองบ้านเมืองแทนพระยาเมื่อยามแก่ชราให้มีความสุขตลอดไป พระยาผาบังมีความสงสารโอรสสุทธจักรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผิดหวังในความรัก จึงคิดหาวิธีว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถช่วยให้ท้าวสุทธจักรได้อภิเษกกับนางสุมณฑาได้ จึงได้จัดแต่งเสนาอำมาตย์ให้ออกเิดินทางไปเสาะแสวงหาผู้ที่มีศาสตรศิลป์เพื่อมาช่วยเหลือต่อมาพระยาผาบังทราบข่าวว่าที่บ้านราชครูมีชายหนุ่มและม้ามณีกาบมาพักอยู่ที่นั้น ซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาก พระยาผาบังจึงแต่งตั้งให้เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ไปเชิญท้าวกะโด้นมาพำนักอยู่ในเวียงวัง พร้อมทั้งได้จัำดทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้ท้า่วกะโด้นและโอรสสุทธจักรเป็นพี่น้องกัน แล้วได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่โอรสสุทธจักรหลงรักนางสุมณฑา พระยาจีงขอร้องให้ท้าวกะโด้นไปสู่ขอนางสุมณฑาจากพระยาเขาศรีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ท้าวกะโด้นรับคำว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จสมประสงค์ทุกประการ หลังจากทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท้าวกะโด้นจึงออกเดินทางไปกับม้ามณีกาบเพื่อเิดินทางไปยังเมืองเขาศรี พระยาแห่งเมืองเขาศรีได้เห็นฤทธิ์เดชของม้ามณีกาบจึงยอมยกนางสุมณฑาให้แล้วท้าวกะโด้นจึงพานางสุมณฑามายังเมืองผาบัง พระยาผาบังมีความยินดีอย่างยิ่งและยกย่องในความเก่งกล้าของท้าวกะโด้นยิ่งนัก ได้สั่งให้ทำพิธีอภิเษกโอรสสุทธจักรกับนางสุมณฑาให้เป็นคู่ครองกัน ท้าวกะโด้นอยู่ร่วมพิธีอภิเษกของโอรสสุทธจักรกับนางสุมณฑาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จีงได้เดินทางกลับไปยังเมืองอิงดอย เพื่อไปเยี่ยมย่าจำสวนและท่านราชครู ในวันนั้นเองพระยาอิงดอยเส็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยนางสนมกำนัลในบ่าวไพร่ทั้งมวล ภายในอุทยานได้จัดให้มีมหรสพคบงัน อันมีการละเล่นหลากหลายชนิดอย่างสนุกสนานทุกคนต่างก็มีความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจกันทั่วหน้า เสียงดนตรีและการละเล่นเหล่านี้ได้ส่งเสียงดังกึกก้องไปไกลจนกระทั่งได้ยินไปถึงเมืองบาดาล พระยานาคทั้งหลายในเมืองต่างก็ตกใจกลัว จึงใช้ให้นาคตัวหนึ่งขึ้นมาสืบดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นยังเมืองมนุษย์ เมื่อนาคได้เดินทางขึ้นมาถึงเมืองมนุษย์แล้วได้เห็นชาวเมืองเล่นกันอย่างสนุกสนานก็พลอยเกิดความสนุกสนานตามเขาเหล่านั้นไปด้วย และแล้วนาคตัวนั้นได้เผลอหลับไป จึงมนุษย์จับตัวมาฆ่าลอกคราบแล้วเอาเนื้อไปต้มแกงทำอาหารเลี้ยงดูกัน ต่างคนต่างก็รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ฝ่ายพระยานาคที่เมืองบาดาลรอฟังข่าวอยู่นานไม่เห็นนาคกับมารายงานเหตุการณ์เมืองมนุษย์ให้ทราบ รู้สึกกระวนกระวายใจคิดว่าคงเกิดเหตุร้ายขึ้นเป็นแน่ จีงใช้นาคอีกสองตัวตามขึ้นไปดู นาคสองตัวแปลงเป็นมานพน้อยไปเดินเที่ยวสอบถามดูจึงทราบว่านาคตัวที่ขึ้นมาครั้งแรกได้นอนหลับและถูกมนุษย์ฆ่าตายแล้ว นาคทั้งสองจึงรีบกลับมายังเมืองบาดาลเพื่อกราบทูลพระยานาคให้ทรงทราบ พระยานาคเมื่อได้ฟ้งดังนั้นเกิดบันดาลโทสะ จึงตีฆ้องร้องป่าวประกาศให้นาคทั้งหลายมาประชุมเพื่อเตรียมขบวนทัพนาคเดินทางไปรบกับพระยาอิงดอย ทัพของพระยาอิงดอยมีม้ามณีกาบเป็นกำลังสำัคัญ จึงสามารถรบชนะทัพนาคอย่างง่ายดาย
                  กล่าวถึงพระอินทร์ เมื่อท้าวเวสสุวัณต่อศีรษะให้แล้วได้เสด็จกลับไปเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมกับนางชาดามเหสี ครั้นหมดบุญแล้วพระอินทร์และนางชาดาจะลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ ในครั้งนั้นพระอินทร์ได้ถือเอาวีโบกขรพรรษและนางชาดาได้ถือเอาน้ำเต้าแ้ก้วลงมาจากสวรรค์ด้วย ทั้งพระอินทร์และนางชาดาไ้ด้ืมาถือกำเนิดในครรภ์นางจันทามเหสี เจ้าเมืองพาราณสี ครั้งเจริญวัยทั้งสองมีความรักใคร่กัน และได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ต่อมาทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้ได้ปรึกษากันว่า ควรจะเอาท้าวหน้าผากและท้าวกะโด้นมาหล่อได้เป็นคนๆ เดียวกัน พระิอินทร์จึงใช้วีโบกขรพรรษเรียกเอาท้าวหน้าผากที่อยู่กับนางแพงศรียังเมืองฟ้าสมั่ง และเรียกเอาท้าวกะโด้นที่อยู่กับนางผุสดียังเมืองอิงดอยให้มาพบ เมื่อท้าวหน้าผากและท้าวกะโด้นพบกันจึงสิ้นใจตายทั้งสองคน นางชาดาได้ใช้น้ำเต้าแก้วรดบนร่างให้กลับฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้ครั้นพระยาพาราณสีกับนางจันทามเหสี เมื่อรู้ถึงชีวิตความเป็นมาของโอรสทั้งสามก็จัดทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้ ท้าวอินทิจักรกับนางชาดา ท้าวหน้าผากกับนางแพงศรี และท้าวกะโด้นกับนางผุสดี
                   ต่อมาพระยาอิงดอยสวรรณไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะขึ้นครองเมืองอิงดอยต่อไปได้ เหล่าเสนาอำมาตย์ได้ประชุมตกลงกันว่าจะยกเมืองอิงดอยให้ขึ้นกับเมืองพาราณสี แล้วสามกษัตริย์ คือ ท้าวอินทิจักร ท้าวหน้าผาก และท้าวกะโด้น ได้เดินทางไปยังเมืองคำมูลอันเป็นเมืองเกิดของท้าวหน้าผาก นางพิมพาเป็นธิดาพระยาคำล้านเป็นมารดาของท้าวหน้าผากพระยาคำล้านเมื่อพบหลานคือท้าวกะโด้น มีความดีใจ จึงทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กษัตริย์ทั้งสามพร้อมด้วยมเหสี แล้วทั้งสามก็เดินทางต่อไปยังเมืองกรุงศรีอันเป็นเมืองเกิดของท้าวกะโด้น อันมีพระยากรุงศรีและนางกองแก้วเป็นบิดามารดา เมื่อเห็นโอรสมาเยี่ยม บิดามารดามีความดีใจ และทำการสมโภชสามกษัตริย์เพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อไปจึงเดินทางไปยังเมืองฟ้าสมั่งอันเป็นเมืองของนางแพงศรี พระยาฟ้าสมั่งเมื่อเห็นธิดาและลูกเขยก็ดีใจ จึงจัดการสมโภชให้อย่างสมเกียรติ แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองพาราณสี สุทธจักรซึ่งเป็นน้องชายของท้าวกะโด้นทราบข่าวก็พานางสุมณฑามาเยี่ยม เมื่อพบกันสองพี่น้องดีใจ กะโ้ด้นได้ให้เงินทองแก่น้องชาย(ท้าวสุทธจักร) ไว้มากมาย
                  สามกษัตริย์คือ ท้าวอินทิจักร ท้าวหน้าผาก และท้าวกะโด้น ต้องการจะหล่อองค์ทั้งสามเข้าเป็นองค์เดียวกัน จึงได้ปรึกษากับม้ามณีกาบ ม้าเห็นดีด้วย จึงพากันไปขอความช่วยเหลือจากท้าวเวสสุวัณได้ช่วยกันวิงวอนขอร้องจนท้าวเวสสุวัณยอมทำตาม ท้าวเวสสุวัณให้ทั้งสามองค์นอนเรียงกันแล้วเสกมนต์คาถาถอดดวงจิตรของทั้งสามคนออกจากร่าง ได้ดึงเอาศีรษะของมหาเถรออกไปไว้ที่เดิม แล้วเอาองค์ทั้งสามเข้ามาหลอมรวมหล่อลงในเบ้าเดียวกัน พอหล่อเสร็จได้นำไปล้างยังน้ำบ่อแก้ว แล้วสูบเอาดวงจิตเข้าไปในร่าง เป็นอันเสร็จพิธี จึงมีพระอินทร์องค์ใหม่เกิดขึ้น พระอินทร์องค์ใหม่ได้ขี่ม้ามณีกาบลงมายังพาราณสี ต่อมานางชาดาได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ ท้าวพรหมแสน ท้าวพรหมสี ได้ถือศรศิลป์ติดตัวออกมาด้วยท้าวพรหมด้วย ท้าวพหรมสีจึงมีอิทธิฤทธิ์เก่งกล้ามาก เมื่อเจริญวัยทราบว่าพระยาแถนเคยตัดคอบิดาและผ่าศีรษะออกเป็นสองเสี่ยง รู้สึกเสียใจและคิดหาทางแก้แค้น พระอินทร์องค์ใหม่ด้วยแต่โอรสไม่ฟังคำคัดค้านของบิดา จึงได้ชักชวนกันสองคนพี่น้องขี่ม้ามณีกาบไปรบกับพระยาแถนพระยาแถนสู้ไม่ได้จึงยกลูกสาวทั้งเจ็ดคนที่ล้วนแล้วแต่มีความงดงามไม่แพ้กัน ท้าวพรหมแสน ท้าวพรหมสี นำเอานางทั้งเจ็ดมายังเมืองพาราณสี พระอินทร์องใหม่ได้ครอบครองเมืองพาราณสีสืบต่อมาจนสิ้นอายุขัย

พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน เรียบเรียง
อ้างอิง หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๑๔