ประวัติเมืองมหาสารคาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    คำปรารภ  

             ในการดำเนินงานของโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานภาคะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากมีภารกิจด้านการสืบค้นและอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานที่มีในชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการศึกษาสมัยโบราณแล้ว สิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างสนิทแน่นกับการศึกษาตัวอักษรโบราณต่างๆในภาคอีสานก็คือ การตั้งชุมชนในภาคอีสานในสมัยก่อน เพราะเมื่อชุมชนพัฒนามาอย่างไร พัฒนาการของวัด และการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมก็ย่อมเกี่ยวข้องกันด้วย ระยะที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้าชมและศึกษาข้อมูลของโครงการอยู่เนืองๆ หลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และบางท่านก็คาดหวังว่า สาระที่ปรากฏควรมีรายละเอียดให้สืบค้น จนถึงขั้นไปจัดทำรายงานได้ (ในส่วนของนิสิต
นักเรียน)
ส่วนครู อาจารย์ ก็อาจนำไปใช้ในการศึกษาหรืองานวิชาการต่างๆ ในฐานะหัวหน้าโครงการ จึงเล็งเห็นว่า ควรสนองผู้สนใจตามคำแนะนำเท่าที่จะทำได้ และบางส่วนจะพิจารณาเลือกสรรองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เป็นลำดับแรก เช่น เรื่องใบลาน ตัวอักษร วรรณกรรม ศิลปกรรมด้านหีบพระธรรม ตู้เก็บคัมภีร์และผ้าห่อคัมภีร์ เป็นต้น

             จากข้อปรารภข้างต้นที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาเรื่องใดๆก็ตาม ย่อมเกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างยิ่ง การศึกษาเกี่ยวกับคัมภีร์ใบลานก็ควรมีฐานความรู้ทางการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองในภาคอีสานให้ยาวไกลที่สุด ทั้งก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ และสมัยที่มีการปกครองแบบมณฑล เพื่อจะได้มองเห็นความเคลื่อนไหวของบุคคลและชุมชนในภาคอีสานได้ชัดเจนขึ้น ในเบื้องต้นนี้ได้พิจารณาเห็นว่า หนังสือ “เมืองในภาคอีสาน” ซึ่งกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
รวบรวมไว้ และอนุญาตให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาอุดรธานี (จิตร จิตตะยโสธร) ณ ฌาปนสถาน วัดโพธิ์สมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ เพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ในงาน มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงนำมาเสนอไว้เพื่อผู้สนใจจะได้ศึกษาและสืบค้นต่อไป โดยเรื่องที่นำเสนอในที่นี้มี ๒ เรื่องคือ

             ๑. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมราชวงศ์อมรวงศ์วิจิตร(ปฐม คเนจร)
             ๒. เรื่องเมืองในมณฑลอุดรและอีสาน กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์คัดจาก
หนังสือสาส์นสมเด็จความสำคัญของผู้เรียบเรียงเรื่องที่ ๑ คือ ม.ร.ว.ปฐม คเนจร มีดังนี้

     “ หนังสือพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาค ๔ นี้เป็นหนังสือใหม่ ทั้งการที่รวบรวมเรื่องและการที่แต่ง หม่อมอมรวงศ์วิจิตร เป็นนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบชั้นแรก ได้เรียนวิชาความรู้สอบได้เต็มที่แล้วจึงออกไปรับราชการ มีตำแหน่งอยู่ในกระทรวงอื่นก่อน แล้วย้ายมาอยู่กระทรวงมหาดไทยสมัครออกไปรับราชการในมณฑลอีสาน คือที่แบ่งเป็นมณฑลอุบลราชธานีแลมณฑลร้อยเอ็ดทุกวันนี้ แต่ครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ยังเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการรวมเป็นมณฑลเดียวกัน ได้เป็นตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยขึ้นไป จนได้เป็นปลัดมณฑล ถ้าหากอยู่มาจนปานนี้ ไม่สิ้นชีพเสีย ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าคงจะได้รับพระราชทานเกียรติยศแลบรรดาศักดิ์สูงขึ้น แม้กล่าวในเหตุที่หม่อมอมรวงศ์วิจิตรสิ้นชีพ ผู้อ่านก็จะแลเห็นได้ว่า หม่อมอมรวงศ์วิจิตรเป็นผู้มีอัชฌาศัยอย่างไร คือเมื่อปีมะแม นพศก จุลศักราช ๑๒๖๙  พ.ศ. ๒๔๕๐ มีราชการเกิดขึ้นทางชายแดน ซึ่งจำจะต้องส่งข้าราชการผู้รู้ราชการออกไปพบปะกับข้าหลวงฝรั่งเศส เวลานั้นเป็นฤดูฝน ทางที่จะไปในดงที่ไข้ร้าย หม่อมอมรวงศ์วิจิตรรับอาสาออกไป ก็ไปเป็นไข้กลางทางแต่ไม่ยอมกลับ ทำแคร่ให้คนหามออกไปราชการทั้งเป็นไข้จนสำเร็จราชการแล้ว ขากลับมาหมดกำลังทนพิษไข้ไม่ได้ สิ้นชีพในระหว่างทางที่มา เมื่อ ณ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ปีวอก สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๗๐ พ.ศ. ๒๔๕๑ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงยกย่องความชอบของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า เมื่อหม่อมอมรวงศ์วิจิตรมีชีวิตอยู่ได้แบ่งเงินเดือนส่งเข้ามาเลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์ผู้บิดาเสมอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินพระคลังข้างที่เลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์เท่าที่ได้เคยรับจากหม่อมอมรวงศ์วิจิตรทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็พระราชทานต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนภรรยาของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร ก็ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญเต็มตามพระราชบัญญัติฐานะที่สามีไปสิ้นชีพในเวลาทำราชการ ยังหม่อมหลวงอุรา (คเนจร ณ กรุงเทพ) ซึ่งเป็นบุตรชายใหญ่ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร บิดาได้ถวายเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมไว้ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาชุบเกล้าชุบกระหม่อมเลี้ยง เวลานี้มียศเป็นจ่า มีบรรดาศักดิ์เป็นที่พระทรงพลราบ รับราชการอยู่ในกรมพระอัศวราชหนังสือพงศาวดารมณฑลอีสานนี้ ไม่ได้มีผู้ใดสั่งให้หม่อมอมรวงศ์วิจิตรแต่งหม่อมอมรวงศ์แต่งโดยอำเภอใจ ในเวลาว่างราชการ ด้วยรักวิชาความรู้ แลเจตนาจะให้เป็นประโยชน์ต่อราชการบ้านเมือง เที่ยวสืบถามตามผู้รู้ในเวลาเที่ยวตรวจหัวเมืองบ้าง ดูจากหนังสือราชการที่มีอยู่ในมณฑลบ้าง แลอาศัยหนังสือพงศาวดารต่าง ๆ ที่จะซื้อหาได้บ้าง เมื่อแต่งได้สักหน่อย ๑ หม่อมอมรวงศ์วิจิตรมีราชการเข้ามากรุงเทพ ฯ ได้พาหนังสือเรื่องนี้มามอบไว้ให้ข้าพเจ้าตรวจ ข้าพเจ้าตรวจแล้วส่งกลับไปให้หม่อมอมรวงศ์วิจิตรแต่งต่อจนสำเร็จ ได้ส่งเข้ามาให้ข้าพเจ้าครั้งหลังเมื่อก่อนหม่อมอมรวงศ์วิจิตรจะสิ้นชีพสักหน่อย ๑ ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะได้ทำอย่างไร เป็นแต่ให้เก็บรักษาหนังสือนั้นไว้ในกระทรวงมหาดไทย ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหม่อมอมรวงศ์วิจิตรสิ้นชีพ มาระลึกขึ้นได้ถึงหนังสือเรื่องนี้ จำไม่ได้ว่าส่งเข้ามาแล้วหรือยัง ให้ค้นหาในกระทรวง บังเอิญหนังสือนี้ไปซุกอยู่เสียผิดที่หาไม่ได้ ให้ถามออกไปยังมณฑลก็ไม่ได้ความ จึงทอดธุระว่าจะหายสูญมีความเสียดายมาช้านาน พึ่งมาค้นพบหนังสือนี้เมื่อก่อนข้าพเจ้าจะออกจากกระทรวงมหาดไทยไม่ช้านัก จึงได้ส่งต้นฉบับมารักษาไว้ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อจะได้พิมพ์ในโอกาสที่สมควร มีโอกาสจึงได้พิมพ์ในครั้งนี้ ”

             อนึ่งการสะกดการันต์และอักขรวิธีที่ปรากฏได้รักษาไว้ตามเดิมทุกประการ