เมืองโกสุมพิสัย

แลในปีนี้ พระเจริญราชเดชเจ้าเมืองมหาสารคาม ได้ขอตั้งบ้านวังทาหอขวางเปนเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่ง
ขอท้าวสุริโยบุตรท้าวโพธิราช หลานพระขัติยวงษาเมืองร้อยเอ็ด เปนเจ้าเมือง ขอท้าวเชียงน้องพระเจริญราชเดช เปนอัคฮาด ขอท้าวราชามาตย์บุตรเวียงแกหลานพระเจริญเปนอัควงษ์ ขอท้าวสายทอง
บุตรท้าวสุทธิสารเมืองร้อยเอ็ดเปนอัคบุตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านวังทาหอขวางเปน
เมืองโกสุมพิไสยให้ท้าวสุริโย เปนพระสุนทรพิพิธเจ้าเมือง ขึ้นเมืองมหาสารคาม ส่วนตำแหน่งอัคฮาด
อัควงษ์ อัคบุตร ก็ได้โปรดให้มีตราพระราชสีห์ตั้งตามพระเจริญราชเดชขอ

ซึ่งเรียกว่าบ้านวังทาหอขวางนั้น มีตำนานมาว่า เดิมทีนั้นเรียกกันว่า ดงวังทามาก่อน ภายหลังมีพราน ๒ คนมาพักนอนที่ทำเลบ้านร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในดงวังทานั้นหลับไป พรานคนหนึ่งนิมิตว่า เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งถือตระบองแก้ว เข้ามาพูดขู่สำทับหยาบช้ากับพรานคนนั้นโดยอาการต่างๆ จนกระทั่งพรานคนนั้นตกใจตื่นขึ้น พรานคนนั้นเห็นว่าที่นั้นมีเทพารักษ์แรง จึ่งได้สร้างเปนหอเทพารักษ์ขึ้นหลังหนึ่ง แต่หอนั้นขวางตวัน เพราะฉะนั้นคนทั้งปวงจึงได้เรียกที่นั้นว่า ดงวังทาหอขวาง ภายหลังคนเมืองร้อยเอ็ดแลมหาสารคามได้อพยพครอบครัวไปตั้งเปนภูมิลำเนาในที่นั้นมากขึ้น จึ่งได้เรียกกันว่า บ้านวังทาหอขวางตั้งแต่นั้นมา

ฝ่ายเมืองสหัสขันธ์ พระประชาชนบาล เจ้าเมืองไม่ถูกต้องกันกับเมืองกาฬสินธุ์ โจทไปสมัครขอขึ้นกับพระราษฎณบริหาร เจ้าเมืองกมลาไศรย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองสหัสขันธ์ไปขึ้นกับเมืองกมลาไศรยตามใจสมัคตั้งแต่ปีนี้มา

ลุจุลศักราช ๑๒๔๕ ปีมแม เบญจศก ( พ.ศ.๒๔๒๖) พระยาศรีสิงหเทพ ( หรุ่น ) ได้มีตราจุลราชสีห์ตั้งให้หลวงอภัยภูธร ( แย้ม ) ปลัด ซึ่งออกไปเปนกองนอกนั้น รับราชการตำแหน่งพระณรงค์ภักดี เจ้าเมืองเซลำเภา ให้หลวงแก้วมนตรี ( เหมา ) เปนหลวงอภัยภูธรปลัด ปลัดแย้มรับราชการน่าที่เจ้าเมืองได้ ๓ เดือนก็ถึงแก่กรรม แลพระยาศรีสิงหเทพ ( หรุ่น ) ได้ตั้งให้อุปฮาด ( ทะ ) เมืองแสนปาง เปนผู้รักษาเมืองแสนปาง

พระยาศรีสิงหเทพ ( หรุ่น ) กลับจากเมืองนครจำปาศักดิมากรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เปนพระยามหาอำมาตยาธิบดีแล้ว กลับออกไปเปนข้าหลวงรักษาราชการอยู่ ณ เมืองจำปาศักดิตามเดิม

แลได้โปรดเกล้วฯ ให้พระวิภาคภูวดล ( แมกคาที ) เจ้ากรมแผนที่ พระยาพิไชยรณรงค์ ( ดิศ ) แต่ยังเปนหลวงกำจัดไพรินทร์ขึ้นไปตรวจทำแผนที่ชายพระราชอาณาเขตรฝ่ายบูรพทิศ ซึ่งติดต่อกับแดนญวนนั้นด้วย

ฝ่ายเมืองกาฬสินธุ์พระยาไชยสุนทรเจ้าเมือง มีบอกขอยกเมืองกุดฉิมนารายน์ออกจากเมืองมุกดาหาร กลับมาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ดังเดิม แลขอท้าวกินรีว่าที่พระธิเบศร์วงษาเจ้าเมือง วัน ๓๑๐ ฯ ๗ ค่ำ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองกุดฉิมนารายน์ มาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์แลให้ท้าวกินรีรับราชการตำแหน่งเจ้าเมือง ตามความประสงค์ของพระยาไชยสุนทร

ฝ่ายเมืองมหาสารคาม พระเจริญราชเดช ได้มีบอกแต่งให้ท้าวโพธิสาร ( อุ่น ) บุตรอุปฮาดมหาสารคาม ลงาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ ขอเปนที่พระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีประทุม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวโพธิสาร (อุ่น) เปนพระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีประทุมในปีนี้ แลพระประชาชนบาลเจ้าเมืองสหัสขันธ์ถึงแก่กรรม

เดือน ๗ ปีนี้ พระยาขุขันธ์ภักดี (วัง) ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ถึงแก่กรรมแล้ว ท้าวปัญญาบุตรพระยาขุขันธ์ ( วัง ) กับพระรัตนวงษา (จันลี) ได้นำช้างพังสีประหลาด ๑ ช้างพังตาดำ ๑ ลงมาถวาย ณ กรุงเทพฯ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวปัญญาว่าที่พระยาขุขันธ์ ให้พระรัตนวงษาว่าที่พระปลัด กลับไปรักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

อนึ่งพระเจรญราชสมบัติ (บุญจัน) นายกองนอกเมืองขุขันธ์ ซึ่งสมัคไปขึ้นอยู่กับเมืองนครจำปาศักดิแต่ก่อนนั้น ครั้นพระยาขุขันธ์ (วัง) ถึงแก่กรรมแล้ว เจ้านครจำปาศักดิก็ให้พระเจริญราสมบัติกลับมาขึ้นยังเมืองขุขันธ์ตามเดิม

ผู้รักษาเมืองกรมการเมืองขุขันธ์ ได้มีบอกขอให้ยกรบัตร (วัด) เมืองอุทุมพรพิไสย เปนพระอุทุมพรเทศานุรักษ์ เจ้าเมืองอุทุมพรพิไสย วัน ๔ ฯ๑๐ ค่ำ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ยกบัตร (วัด) เปนพระอุทุมพรเทศานุรักษ์ เจ้าเมืองอุทุมพรพิไสย พระราชทานถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ สัปทนแพรหลินแดง ๑ เสื้อเข้มขาบริ้ว ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าม่วงจีน ๑

ลุจุลศักราช ๑๒๔๖ ปีวอก ฉศก (พ.ศ.๒๔๒๗) ฝรั่งเศสได้ประเทศเขมรอยู่ในความปกครองแล้ว นักองค์วัดถามีหนังสือถึงเมืองนครจำปาศํกดิ เมืองสีทันดร เมืองแสนปาง เมืองเชียงแตง เมืองเซลำเภา เมืองมโนไพร ว่านักองค์วัดถาจะยกกองทัพไปรบกับฝรั่งเศสในเดือนยี่ปีนี้ ถ้าครอบครัวของนักองค์วัดถา ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านเสียมโบกเปนอันตรายประการใด นักองค์วัดถาจะเอาโทษแก่เจ้าเมืองกรมการเสมอเปนขบถต่อกรุงเทพฯได้โปรดเกล้า ให้มีท้องตราไปยังหัวเมืองฝ่ายตวันออกว่า ซึ่งนักองค์วัดถามีหนังสือมายังเมืองในพราชอาณาเขตรโดยแอบอ้างอำนาจกรุงเทพฯ ดังนี้ ก็ประสงค์จะให้เจ้าเมืองกรมการ มีความยำเกรงเชื่อถ้อยฟังคำนักองค์วัดถา ดูเปนทีว่านักองค์วัดถาหาได้มีความผิดต่อกรุงเทพฯ ไม่ แลเจ้าเมืองกรมการจะได้ไม่จับกุมทำอันตรายแก่องค์วัดถาตามที่ได้มีตราสั่งมาแต่ก่อน แลทั้งเพื่อจะได้เกลี้ยกล่อมคนได้ง่าย เพราะฉะนั้นอย่าให้เจ้าเมืองกรมการคนใดเชื่อฟังเปนอันขาด ถ้าผู้ใดมิฟังจะเอาโทษ

ระหว่างปีนี้ องแลงบิง องเถือเวียน องเผาะ ขุนนางญวนคุมกำลังครอบครัวประมาณคนร้อยเศษ เข้ามาตั้งปลูกที่พักแลยุ้งฉางอยู่ ณ ด่านดิ่งเหลา แลเมืองพินพระยาศรีสิงหเทพ (ทัด) แต่ยังเปนหลวงภักดีณรงค์ ข้าหลวงเมืองอุบล, ได้แต่งให้ท้าวไชยวงษ์ไปทักถาม ขุนนางญวนเหล่านั้นแจ้งว่า จะมาตั้งด่านดิ่งเหลาเปนเมืองพิน จะเอาเมืองพินเปนด่านดิ่งเหลา แลว่าจะเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาท ณ กรุงเทพฯ หลวงภักดีณรงค์ได้มีบอกแจ้งเหตุทั้งนี้มายังกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราแจ้งไปยังหลวงภักดีณรงค์ข้าหลวงเมืองอุบล, แลพะยามหาอำมาตย์ ข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิว่า ตามเหตุนี้ดูไม่สมต้นสมปลาย เกรงว่าจะเปนด้วยพูดไม่เข้าใจภาษากัน ให้พระยามหาอำมาตย์แลหลวงภักดีณรงค์ปฤกษาหารือกัน จัดการเพื่ออย่าให้เปนที่บาดหมางต่อต่างประเทศได้ต่อไป

คราวนั้นมีผู้ร้ายฆ่ามองซิเออบุระเวนตายที่เมืองสมบุกในเขตรเขมรในบำรุงฝรั่งเศส กงสุลฝรั่งเศสได้ขอให้รัฐบาลสยามช่วยสืบสวนจับผู้ร้าย ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีตราถึงหัวเมืองตะวันออกให้สืบสวนจับผู้ร้ายรายนี้โดยแขงแรง แลทั้งให้กำชับมิให้เจ้าเมืองกรมการส่งเสบียงอาหารกระสุนดินดำแลเข้าเปนพวกนักองค์วัดถา อันจะพาให้เปนที่บาดหมางต่อทางพระราชไมตรีด้วย

มีสารตราห้ามมิให้คนทั้งปวงเล่นการพนันนอกจากนักขัตฤกษ์

ปีนี้ราษฎรลาวข่า บ้านสะดำ แขวงเมืองแสนปาง ได้พบบ่อทองคำที่ตำบลภูโงกริมห้วยเซซาน แขวงเมืองแสนปาง ร่อนได้ทองคำก้อนใหญ่หนัก ๔๐ บาท ๕๐ บาทกับทองทรายหนักประมาณสามชั่งเศษ พระยามหาอำมาตย์ได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ โปรดให้เก็บภาคหลวงเปนภาษี พระยามหาอำมาตย์จึ่งได้มีตราจุลราชสีห์ ตั้งให้ท้าวไชยราชว่าที่อุปฮาดเมืองแสนปาง เปนเจ้าภาษีมาตั้งแต่ปีรกา สัปตศก ๑๒๔๗ (พ.ศ.๒๔๒๘) เปนต้นไป

หลวงภักดีณรงค์ ( ทัด ) ได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ ว่า แต่ก่อนพวกลาวจับข่ามาซื้อขายเปนทาสแลผสมใช้เปนทาสจนตลอดลูกหลานเหลน หลวงภักดีณรงค์ได้ตัดสินชั้นหลานแลเหลนทาสให้เปนพลเมืองเสียส่วยตามธรรมเนียมบ้านเมือง จึ่งมีตราโปรดเกล้าฯ ไปยังบรรดาหัวเมืองตะวันออก ห้ามมิให้จับข่ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนแลใช้สอยการงานต่างๆ แต่ส่วนข่าที่ผู้ใดได้ซื้อหามาจากผู้ใดแต่ก่อนนั้น ก็ให้คงอยู่กับเจ้าหมู่มุลนายไป เพราะจะให้ข่าทาษเดิมนั้นพ้นค่าตัวไป ก็จะเปนเหตุเดือดร้อนแก่มุลนายที่ได้เสียเงินซื้อไถ่แลกเปลี่ยนมาแต่ก่อนนั้น

พระสุวรรณภักดี เจ้าเมืองท่าขอนยาง ไม่พอใจจะทำราชการขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ จึ่งอพยพครอบครัวออกจากเมืองท่าขอนยางไปสมัคทำราชการขึ้นกับเมืองท่าอุเทน ส่วนเมืองท่าขอนยางคงมีตาอุปฮาดราชวงษ์ แลกรมการรักษาราชการบ้านเมืองอยู่ อุปฮาด ( ทุม) เมืองแซงบาดาลถึงแก่กรรม ท้าวหงส์ได้รับตำแหน่งเปนอุปฮาดรักษาราชการต่อไป

วัน ๗ ฯ๑๐๔ ค่ำ หลวงภักดีณรงค์ ( ทัด ) เตรียมจะไปฟังราชการที่พระยามหาอำมาตย์ ณ นครจำปาศักดิคืนวันนั้น เวลาย่ำค่ำเศษเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ริมเรือนหลวงภักดีณรงค์ ลมพัดจัดไฟลุกลามไปไหม้เรือนหลวงภักดีณงค์ แลคุก แลศาลา เสมียนตาย ๒ คน คนโทษตาย ๑๔๙ คน เงินส่วยของหลวง แลหนังสือราชการเสียหายไปเปนอันมากความทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินตรา ๒ ชั่ง เสื้อเยี่ยรบับ ๑ ผ้าม่วงจีน ๑ แพรขาวห่ม ๑ แก่หลวงภักดีณรงค์ ( ทัด ) พระราชทานเงินตราชั่งหนึ่ง เสื้อเข้มขาบดอกริ้ว ๑ ผ้าม่วงจีน ๑ แพรขาวห่ม๑ แก่พระยาภักดีณรงค์ ( สิน ) เวลานั้นเปนขุนพรพิทักษ์ พระราชทานเงินตราชั่งหนึ่ง เสื้อเข้มขาบดอกสเทิน ๑ ผ้าม่วงจีน ๑ แพรขาวห่ม ๑ แก่นายเคลือบมหาดเล็ก พระราชทานเงินตรา ๑๐ ตำลึง เสื้อเข้มขาบดอกเล็ก ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าม่วงจีน ๑ แก่นายรอดมหาดเล็ก แลได้พระราชทานปืนวินเชศเตอ ๒ กระบอก กระสุน ๒๐ โหล แลปืนสไนเดอ ๕๐ กระบอก กระสุน ๑๐๐ โหล แลทั้งพระบรมรูปทรงเครื่องต้นไปไว้สำหรับราชการด้วย

ปีนี้พระยาสังขะ ผู้ว่าราชการเมืองสังขะป่วยถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบศิลาน่าเพลิง ๑ ผ้าไตร ๒ ไตร ผ้าขาว ๕ พับ ร่ม ๕๐ คัน รองเท้า ๕๐ คู่ สำหรับปลงศพพระยาสังขะ ส่วนเมืองสังขะ พระอนันตภักดีผู้ช่วย แลกรมการได้รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

ได้มีตราอนุญาต ให้หลวงภักดีณรงค์ ข้าหลวงเมืองอุบล เก็บเงินแทนเกณฑ์ใช้ราชการ แก่คนซึ่งอยู่เขตรแขวงเมืองอุบล แลเมืองขึ้น กำหนดคนละ ๓๒ อัฐ เปนธรรมเนียมตั้งแต่ปีนี้เปนต้นมา

ลุจุลศักราช ๑๒๔๗ ปีรกา สัปตศก (พ.ศ.๒๔๒๘) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตัดทางโทรเลขแต่นครจำปาศักดิไปเมืองขุขันธ์ แต่เมืองขุขันธ์ไปต่อกับนครเสียมราฐพระยามหาอำมาตย์ ข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิ จึ่งได้แต่งให้หลวงเสนีพิทักษ์ หลวงเทเพนทร์ หลวงโจมพินาศ หลวงนครมาเปนข้าหลวง เกณฑ์คนเมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ ตรวจตัดทางโทรเลขอยู่ ณ เมืองขุขันธ์ อุทุมพร แลมโนไพร แลทั้งได้ให้หลวงพิไชยชาญยุทธ ไปเปนข้าหลวงประจำอยู่ ณ เมืองโนไพรด้วย หลวงภักดีณรงค์ (ทัด) ได้ไปจัดตั้งด่านที่บ้านจะรับ แลบ้านแสพอก แขวงเมืองเชียงแตง แลด่านบ้านคันกะโงกบ้านกรูด บ้านดองกำเป็ดแขวงเมืองเซลำเภา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหลวงภักดีณรงค์ (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบลเปนพระยาราชเสนา ให้ขุนพรพิทักษ์ (สิน) เปนหลวงภักดีณรงค์ ให้นายเคลือบมหาดเล็ก เปนขุนพรพิทักษ์ ข้าหลวงเมืองอุบล แลให้ฟังบังคับบัญชา พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ข้าหลวงใหญ่นครจำปาศักดิ

แลได้โปรดให้มีท้องตราให้ผู้ว่าราชการกรมการหัวเมืองทั้งปวงฟังบังคับบัญชาอธิบดีกรมไปรสนีย์โทรเลข ในส่วนราชการไปรสนีย์โทรเลข แลมีบอกนาชการที่เกี่ยวกับไปรสนีย์โทรเลข ตรงยังอธิบดีกรมไปรสนีย์โทรเลขได้

โปรดเกล้าฯ ให้หัวเมืองน่าด่าน ซึ่งขึ้นกับเมืองอุบล แลเมืองเขมราฐ เก็บภาษีร้อยชักสาม ภาษีเบ็ดเสร็จสินค้าออก ถึงสามเดือนให้งบบาญชีส่งครั้งหนึ่ง แลโปรดให้ค่าสิบลดแก่ผู้เก็บภาษีนั้นด้วย

ในปีนี้รัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้เยเนอราลดิดัวร์ชี เปนราชทูตคุมทหารไปเมืองประเทศญวน เพื่อได้บังคับให้ญวนจัดราชการบ้านเมืองตามสัญญา คฤศตศักราช ๑๘๘๓ (พ.ศ.๒๔๒๕) แลทำโทษผู้ซึ่งคบคิดกับพวกธงดำ แลทหารจีน ให้รบกวนฝรั่งเศสนั้น ครั้นเยเนอราลดิดัวร์ชี ไปถึงเมืองญวน จึ่งได้เอาทหารพักไว้ที่เมืองท่าเรือ ๕๐๐ คน แลได้เอาไปรักษาตัวที่เมืองไว้ ๕๐๐ คน แลได้ปฤกษากันในการที่จะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินญวนอยู่ เวลานั้นฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินญวนได้เรียกทหารมาประชุมไว้ที่เมืองเว้สามหมื่นคนโดยกลอุบายว่า จะรับราชทูตฝรั่งเศสให้เต็มเกียรติยศอันใหญ่ ครั้นถึงเวลา ๗ ทุ่ม ทหารญวนเอาเพลิงจุดเผาโรงทหารฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลนางคา ฝ่ายฝรั่งเศสไม่ทันรู้ตัวเพลิงไหม้เสียสิ่งของเปนอันมาก แต่หากว่าเปนผู้ชำนาญในการรบ แลทั้งอาวุธก็ดีกว่าญวนจึ่งได้ต่อสู้เอาพวกญวนแพ้พ่ายหนีไป พอรุ่งขึ้นเช้าฝรั่งเศสก็เข้าเมืองญวนได้ เวลานั้นพวกญวนตาย ๑๒๐๐ คนเศษ ฝ่ายฝรั่งเศสตาย ๑ ป่วย ๖๒ คน แลฝรั่งเศสจับผู้สำเร็จราชการที่เรียกว่าริเยนต์ ชื่อทูฮองได้ ส่วนพระเจ้าแผ่นดินญวนกับเสนาบดีนั้น หนีไปอยู่ที่ป้อมเขาตวันตก

ครั้นความทั้งนี้ได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพราชดำริห์ว่าบางทีพวกญวนจะแตกหนีฝรั่งเศสเข้ามาในพระราชอาณาเขตร จะพาเหตุการณ์ณ์ที่เกิดในระหว่างญวนกับฝรั่งเศสเข้ามาเกี่ยวข้องถึงไทย จึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิเกณฑ์กำลังหัวเมืองขึ้นไปตั้งขัดตาทัพอยู่ ณ เมืองเขมราฐ แล้วให้สืบสวนพวกญวนที่มาตั้งอยู่ ณ ด่านดิ่งเหลาแต่ก่อนนั้นจะตั้งอยู่นอกพระราชอาณาเขตรล้ำเข้ามา ถ้าล่วงเข้ามาก็ให้บังคับให้ละวางอาวุธเสีย อย่ามาอาไศรยแผ่นดินสยามก่อเหตุทำร้ายแก่ฝรั่งเศส ถ้าห้ามไม่ฟังก็ให้ขับไล่ไปให้พ้นพระราชอาณาเขตร ถ้าดื้อดึงก็ให้ยกกองทัพไปปราบปรามให้พวกญวนเลิกถอนไปจากพระราชเขตรจงได้ แลให้จัดนายทัพนายกองแยกย้ายกันไปรักษาด่านทาง ระวังอย่าให้พวกญวนเข้ามาเกลี้ยกล่อมผู้คนในพระราชอาณาเขตร แลอาไศยกำลังอาวุธเสบียงอาหารอย่างใด อย่าให้เปนที่บาดหมางต่อทางพระราชไมตรีแก่ประเทศได้เปนอันขาด ถ้าเจ้าเมืองกรมการราษฎรในพระราชอาณาเขตรคนใดเข้าเปนญวนฤาส่งเสบียงอาหารอาวุธให้แก่ญวนก็ให้จับทำโทษจงหนัก

ในปีนี้ (พ.ศ.๒๔๒๘) เจ้ายุติธรรมธรเจ้านครจำปาศักดิ ได้นำช้างพลายสำคัญตัวที่ ๓ ซึ่งซื้อจากข่าปะตงภูลงมาถวาย ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชขึ้นระวาง พระราชทานนามว่า
พระเสวตรรุจิราภาพรรณ

เจ้านครจำปาศักดิได้มีบอกขอหลวงนรา (คำผุย) ผู้ช่วยเมืองเซลำเภา บุตรพระณรงค์ภักดี (อิน)เจ้าเมือง
เซลำเภา เปนพระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม เจ้าเมืองเซลำเภา โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองเซลำเภา เปนเมืองธาราบริวัตร ขึ้นเมืองนครจำปาศักดิ พระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม ได้ยกไปตั้งอยู่ ณ บ้านเดิม ตำบลเวินฆ้องตรงฟากเมืองเชียงแตง แล้วตั้งตำแหน่งกรมการ เปนชุดเมืองธาราบริวัตรขึ้นใหม่อีกต่างหากส่วนเมืองเซลำเภา ก็คงมีตำแหน่งผู้รักษาเมืองกรมการอยู่ตามเดิม แล้วพระยามหาอำมาตย์จึ่งมีตราจุลราชสีห์ ตั้งหลวงภักดี (บุญจัน) บุตรพระณรงค์ภักดี (เต๊ก) เจ้าเมืองเซลำเภาเปนพระภักดีภุมเรศ กองนอกส่วยผึ้ง มีตำแหน่งปลัด ยกรบัตรมหาดไทย เมือง วัง คลัง นา เปนชุดเมืองเซลำเภาอยู่ตามเดิม บังคับบัญชา
ปกครองเขตรแขวง แยกจากเมืองธาราบริวัตร ฝ่ายละฟากห้วยตลาด ระยะทางเมืองธาราบริวัตรกับเมือง
เซลำเภาไกลกันทางเดินเท้า ๓ วัน แลเขตรแขวงเมืองเซลำเภา ธาราบริวัตรในเวลานั้น ฝ่ายเหนือตั้งแต่ห้วยละอ็อกต่อแขวงเมืองสพังภูผาลงไปถึงคลองเสียมโบก ต่อมาเขมรนอกพระราชอาณาเขตรฝ่ายใต้ทิศตะวันตกถึงตำบลหนองปรัง สวาย ต่อแขวงเมืองมโนไพร

ปีนั้นโปรดเกล้าฯ มีตราถึงหัวเมืองตวันออกว่า ห้ามมิให้ทำหนังสือเดินทางให้แก่พ่อค้าที่ต้อนไล่สัตว์พาหะไปขายโดยไม่มีพิมพ์รูปพรรณสำหรับสัตว์พาหนะ

พระยามหาอำมาตย์ ได้ให้หลวงศรีคชรินทร์ หลวงสุนทรบริรักษ์ ยกรบัตรเมืองกลับเปนข้าหลวงไปตรวจพระราชอาณาเขตรฝ่ายแขวงเมืองมโนไพร ที่ติดต่อกับเมืองกะพงสวายเขตรเขมรในบำรุงฝรั่งเศส หลวงศรีคชรินทร์ได้พบกับออกยาเสนาราชกุเชนแลออกยาแสนพรหมเทพ ซึ่งอพยพครอบครัวมาอยู่ ณ บ้านชำกระสานในพระราชอาณาเขตรได้ {๘ ปีแล้วนั้น แลออกยาเสนาราชกุเชน ออกยาแสนพรหมเทพ ได้ร้องขอสมัคเปน ข้าขอบขัณฑเสมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลวงศรีคชรินทร์จึ่งพาออกยาทั้งสองไปเมืองมโนไพร ให้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แล้วมีบอกมายังพระยามหาอำมาตย์ๆ จึ่งมีตราราชสีห์ ตั้งให้ออกยาเสนาราชกุเชน เปนพระภักดีสยามรัฐนายกอง ให้ออกยาแสนพรหมเทพ เปนหลวงสวัสดิจุมพลปลัดกอง ควบคุมญาติพี่น้องบ่าวไพร่ทำราชการขึ้นกับเมืองขุขันธ์

พระเทพวงษา (บุญจัน) เจ้าเมืองเขมราฐ มีความชรา กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ พระยามหาอำมาตย์ได้มีตราจุลราชสีห์ให้ท้าวขัติยกรมการเปนผู้รักษาเมืองเขมราฐต่อไป

ในปีนี้พวกฮ่อได้ยกเปนกระบวนทัพมาเที่ยวตีปล้นบ้านเมืองในพระราชอาณาเขตรทางแขวงเมืองหนองคาย จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แต่ยังดำรงพระยศเปนกรมหมื่น พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ยกขึ้นไปตั้งระงับปราบปราม อยู่ ณ เมืองหนองคาย มณฑลอุดร แลได้โปรดเกล้าฯ ให้หัวเมืองตะวันออกบางเมืองเกณฑ์กำลังแลพาหะไปเข้าสมทบกองทัพที่ตั้งอยู่ ณ หนองคาย

พระรัตนวงษา (คำสิง) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิถึงแก่กรรม จึ่งมีตราโปรดเกล้าฯ ให้พระดำรงฤทธิไกร (บุญตา) ผู้ว่าราชการเมืองพนมไพร ไปเปนข้าหลวงช่วยกำกับรักษาราชการอยู่ ณ เมืองสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยอุปฮาด (ษร) แลกรมการ

พระศรีสุระ (สาร) เจ้าเมืองเดชอุดม ถึงแก่กรรม พระยามหาอำมาตย์ได้ให้หลวงพรหมภักดียกรบัตร (แสง) ว่าที่ปลัด ให้ท้าวภู บุตรท้าวฝ้ายว่าที่ยกรบัตร ให้ท้าวทองปัญญาน้องยกรบัตร (แสง) ว่าที่ผู้ช่วย รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

ในปีนี้บาทหลวงอาเล็กซี โปรดม ฝรั่งเศส กับบาทหลวงอื่นอีก ๕ นาย ไปเที่ยวตั้งสอนสาสนาอนู่ ณ เมืองอุบลราชธานี เมืองอำนาจเจริญ เมืองสกลนคร เมืองนครพนม โดยอ้างว่าสังฆราชฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ จัดให้ออกไป บาดหลวงโปรดมกับบาทหลวงโยเซ เปนผู้เกลี้ยกล่อมราษฎร แลบาทหลวงเกรแมนต์ เปนผู้ตั้งสอนสาสนาอยู่ ณ เมืองอุบล

ลุจุลศักราช ๑๒๔๘ ปีจอ อัฐศก (พ.ศ.๒๔๒๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนมหาวิไชยเปนข้าหลวง คุมเครื่องไทยทานไปส่งยังพระยาราชเสนา (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบล เพื่อได้ถวายพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย วัดเมืองอุบล เมืองพิมูล เมืองมหาชนะไชย เมืองยโสธร เมืองสีทันดร รวม ๑๘๕ รูป ในการพระราชกุศลฉลองวัดราชประดิษฐเมื่อเดือนสี่ ปีรกา สัปตศก ๑๒๔๗ นั้น

วัน ฯ๖ ค่ำ เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ เจ้าเมืองอุบล ซึ่งมาต้องคดีอยู่ ณ กรุงเทพฯ ป่วยเปนอหิวาตกโรค ถึงอนิจกรรม

วัน ๔ฯ๑๐ ค่ำ ปีนี้ เวลาเช้า ๔ โมงเศษ สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย สิ้นพระชนม์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพลเทพ (รอด) ว่าที่สมุหนายก บังคับบัญชาราชการกรมการมหาดไทย ต่อมาได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัตร เปนเจ้าพระยารัตนบดินทร

วัน ๒ฯ๑๐ ค่ำ พระเรืองไชยชำนะเจ้าเมืองมหาชนะไชย ป่วยเปนโรคเรื้อรังถึงแก่กรรม อายุได้ ๕๔ ปี อุปฮาด ราชวงษ์ ราชบุตร ได้รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

อุปฮาด เมืองโขงเจียม ทำเรื่องราวร้องยังข้าหลวงเมืองอุบลว่า เมื่อปีกุญสัปตศก จุลศักราช ๑๒๓๗
ท้าวเพี้ยตัวไพร่บ้านบังพวน แขวงเมืองโขงเจียม โจทไปสมัคขึ้นเมืองนครจำปาศักดิ ครั้นมาปีนี้
เมืองนครจำปาศักดิยกบ้านบังพวนเปนเมือง ให้เพี้ยเมืองโคตร เปนพระจันทสุริยวงษ์เจ้าเมือง แลตั้งตำแหน่งอุปฮาด ราชวงษ์ ราชบุตร ผู้ช่วยกรมการครบตำแหน่ง เงินส่วยขาดค้างกับคนบ้านบังพวนหลายจำนวน ข้าหลวงเมืองอุบลได้ส่งเรื่องราวแลตัวอุปฮาดผู้ร้องมายังพระยามหาอำมาตย์ ณ เมืองจำปาศักดิ พระยามหาอำมาตย์ได้ให้ตุลาการชำระตัดสิน ตกลงให้เมืองจำปาศักดิคืนคนบ้านบังพวนกลับขึ้นยังเมืองโขงเจียมตามเดิม

พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมืองยโสธร มีบอกขอตั้งราชวงษ์ (แก) เปนอุปฮาดขอ
ท้าวฮูเปนราชวงษ์เมืองยโสธร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งตามขอ

เมืองแสนแลท้าวเพี้ยกรมการเมืองร้อยเอ็ด มีบอกมายังพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ข้าหลวง ขอให้ตั้ง
ท้าวโสม บุตรพระขัติยวงษา (เสือ) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนเก่าเปนพระขัติยวงษาเจ้าเมือง ขอเมืองกลางเปนราชวงษ์ แล้วภายหลังกลับบอกขออุปฮาด (เภา) เปนพระขัติยวงษา ขอท้าวไชยเสนเปนอุปฮาด ขอท้าวสุเมเปนราชวงษ์ ขอท้าวสุริย (อุทา) เปนราชบุตร พระยามหาอำมาตย์ ได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้อุปฮาด (เภา) เปนพระขัติยวงษา(๑) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด แต่ส่วนตำแหน่งอุปฮาด ราชวงษ์ ราชบุตรนั้น พระยามหาอำมาตย์ได้มีตราจุลราชสีห์ให้ว่าที่ตามที่กรมการขอ

แลมีตราจุลราชสีห์ตั้งให้ท้าวโสมเปนอุปฮาด เมืองกลางเปนราชวงษ์ ท้าวพูดเปนราชบุตร เมืองธวัชบุรี ตั้งให้ท้าวธรรมรังษี เปนอุปฮาดเมืองเสลภูมิ

แลตั้งให้อุปฮาด (ษร) ว่าที่พระรัตนวงษาเจ้าเมือง ให้ราชบุตร (อำคา) ว่าที่อุปฮาด ให้ท้าวชาลีว่าที่ราชวงษ์ ให้ท้าวภูว่าที่ราชบุตรเมืองสุวรรณภูมิ

ข้างฝ่ายพระดำรงฤทธิไกร (บุญตา) เจ้าเมืองพนมไพร ซึ่งกำกับราชการเมืองสุวรรณภูมิเวลานั้น คิดจะแย่งเอาที่เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ จึ่งเข้ามากรุงเทพฯ แต่ก็หาสำเร็จไม่ เลยป่วยพักรักษาตัวอยู่ ณ กรุงเทพฯ

ท้าวหนูว่าที่อุปฮาด แลท้าวโพธิสาร ว่าที่ราชวงษ์เมืองกาฬสินธุ์ถึงแก่กรรมเวลานั้น
ท้าวพั่วผู้ว่าราชการไปติดราชการอยู่ ณ เมืองหนองคาย พระวิชิตพลหารผู้ช่วยก็ไปติดราชการอยู่ ณ สำนักข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิ ที่เมืองกาฬสินธุ์คงมีแต่เมืองจันเปนหัวน่าบัญชาการบ้านเมืองพร้อมด้วยกรมการต่อไป จนถึงปีขาล โทศก จุลศักราช ๑๒๕๒ รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ ท้าวพั่วแลพระวิชิตพลทหารจึ่งได้กลับมารักษาราชการบ้านเมืองตามเดิม

ราชทูตฝรั่งเศส ณ กรุงเทพฯ แจ้งต่อรัฐบาลสยามว่า ผู้สำเร็จราชการไซ่ง่อนได้จัดทหารฝรั่งเศสออกรบกับนักองค์วัดถาๆ แตกหนี ทหารทหารฝรั่งเศสไล่นักองค์วัดถาไปห่างประมาณอิกสัก ๒๐ ก้าวจะจับตัวได้ นักองค์วัดถาพาพวกหนีเข้ามาเสียในเขตรแขวงเมืองมโนไพรทหารฝรั่งเศสเห็นว่าเปนพระราชอาณาเขต
รสยาม จึ่งหาติดตามต่อไปไม่ดังนี้

จึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราไปยังเมืองขุขันธ์ แลเมืองโนไพรว่า แต่ก่อนก็ได้มีตราสั่งให้หัวเมืองปลายพระราชอาณาเขตรคอยสืบจับนักองค์วัดถาโดยแขงแรง เพื่อมิให้นักองค์วัดถาหลบหนีเข้ามาตั้งซ่อนสุมในพระราชอาณาเขตร มาบัดนี้รัฐบาลฝรั่งเศสแจ้งดังนี้ ดูเปนประหนึ่งว่าเจ้าเมืองกรมการฝ่ายสยามไม่เอาใจใส่ระวังรักษาด่านทางให้มั่นคงแข็งแรง จะเปนเหตุให้มีความบาดหมางต่อทางพระราชไมตรี เพราะฉะนั้นให้เมืองขุขันธ์ แลเมืองมโนไพร แต่งกรมการออกตรวจลาดตระเวนสืบจับนักองค์วัดถาโดยแขงแรง

ฝ่ายเมืองขุขันธ์ แลเมืองมโนไพร จึ่งได้แต่งกรมการออกตรวจจับโดยกระแสตรา ก้หาได้ความว่านักองค์วัดถาหนีเข้ามาในพระราชอาณาเขตรไม่

อุปฮาด ท้าวเพี้ยกรมการเมืองภูแล่นช้าง มีบอกขอท้าวบุตรพระพิไชยอุดมเดช เปนราชบุตรเมืองภูแล่นช้าง ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ตามขอ แลพระราชทานเสื้ออัดตลัดดอกเล็ก ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ แพรขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าผืนนุ่งผืน ๑

ลุจุลศักราช ๑๒๔๙ ปีกุญ นพศก ( พ.ศ.๒๔๓๐ ) มีตราโปรดเกล้าฯ ไปยังหัวเมืองทั้งปวงว่าให้บอกรายงานอาการป่วยเจ็บของราษฎรซึ่งเกิดขึ้น แลรักษาหายไป แลตาย ยังกรุงเทพฯ คือ ถ้าหัวเมืองที่อยู่ใกล้ เดือนละครั้ง เมืองชั้นกลาง ๔ เดือนครั้ง ๑ ชั้นนอก ๖ เดือนครั้ง ๑ หัวเมืองปลายพระราชอาณาเขตร แลประเทศราชบอกเมื่อสิ้นปีๆ ละครั้ง ทั้งนี้ก็โดยอำนาจแห่งความที่ทรงพระมหากรุณาแก่สมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร เพื่อว่าจะได้ทรงพระราชดำริห์แก้ไขป้องกันให้ประชาชนลุถึงซึ่งความศุขต่อไป

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๓ มัณฑนาภรณ์ แก่พระยาราชเสนา (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบลราชธานี

พระยาราชเสนา (ทัด) ได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ ว่า แต่ก่อนราษฎรเมืองอุบลใช้ลาดทองเหลืองหล่อเอาเองเล็กบ้างใหญ่บ้าง ใช้สอยซื้อสิ่งของต่างเบี้ยอัฐทองแดง คิดราคาตั้งแต่ ๓๐ ลาดจนถึง ๘๐ ลาดเปนบาท โดยไม่เปนอัตราแน่นอน ราษฎรมีความลำบากในการใช้สอยแลกเปลี่ยน ขอรับพระราชทานเบี้ยอัฐทองแดงไปจำหน่าย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จ่ายเบี้ยอัฐทองแดง ซีก เสี้ยวอัฐ โสฬศ ไปจำหน่ายในหัวเมืองตะวันออกตั้งแต่นั้นเปนต้นมา

วัน ๓ ฯ๑ ค่ำ มองซิเออโตแปงฝรั่งเศส ภรรยาเขมร ๑ ล่ามเขมร ๑ มาจากไซ่ง่อนถึงเมืองอุบล เชิญตราพระราชสีห์แจ้งต่อข้าหลวงเมืองอุบลว่า ผู้สำเร็จราชการเมืองไซ่ง่อนได้ให้มาเรียนหนังสือ แลภาษาลาว, ไทย, ข้าหลวงได้จัดที่ให้พัก แลได้ให้ท้าวสุวรรณสารกรมการเมืองอุบล เปนผู้สอนหนังสือ แลภาษาลาว, ไทย, แก่ ม. โตแปง อยู่ ๗ เดือน ม. โตแปงรู้หนังสือ แลภาษาลาว, ไทย, ได้บ้างแล้วก็กลับไป

วัน ๑ ฯ๑๑๒ ค่ำ มองซิเออเซนเต็นร์ฝรั่งเศส ๑ ล่ามเขมร ๒ มาจากไซ่ง่อนโดยทางเมืองนครจำปาศักดิถึงเมืองอุบล แจ้งว่าจะมาตรวจสินค้า แลเที่ยวชมบ้านเมืองพักอยู่เมืองอุบล จนวัน๔ ฯ๑๓๒ ค่ำ จึ่งกลับโดยทางเรือไปจำปาศักดิแลไซ่ง่อน

วัน ๕ ฯ๒ ค่ำ มุกเขียนมาริตินชาวสเปน ๑ กับล่ามญวน ๒ มาแต่ไซ่ง่อนทางเสียมราฐถึงเมืองอุบล แจ้งว่ามาเที่ยวหาซื้อม้า ครั้นซื้อได้ม้า ๒๒ ม้าแล้วก็กลับไซ่ง่อนโดยทางเมืองนครจำปาศักดิ

ในระหว่างเดือน ๗ ปีนี้ ฝรั่งเศสได้ยกกองทหารเที่ยวปราบปรามพวกขบถ ซึ่งเกิดขึ้นในเขตรแดนญวน แลมีทหารฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อโลศปีตาลิเย ซึ่งได้แตกไปเมื่อเวลาพวกขบถตีตัดกองทัพฝรั่งเศส ทหารฝรั่งเศสผู้นั้นจะกลับไปยังกองทัพของตนมิได้เพราะเหตุพวกขบถตั้งสกัดอยู่ ทหารฝรั่งเศสผู้นั้นเห็นว่า
ประเทศสยามเปนพระราชไมตรีกับปรพเทศฝรั่งเศส จึ่งได้หนีเข้ามาในพระราชอาณาเขตรสยาม ข้ามมาฟากโขงตะวันตกถึงบ้านเจียดพะไลแขวงเมืองเขมราฐ ทหารฝรั่งเศสคนนั้นป่วยถึงแก่กรรม ผู้รักษาเมืองกรมการเมืองเขมราฐ ได้พร้อมด้วยบาทหลวงโยดาแบง ซึ่งตั้งสอนสาสนาอยู่เมืองอุบล ได้จัดการฝังศพฝรั่งผู้นั้นไว้ที่บ้านเจียดพะไลตามสมควร แลข้าหลวงเมืองอุบลได้มีบอกส่งสิ่งของๆ ฝรั่งผู้นั้นมายังกรุงเทพฯ

ครั้นเดือน ๑๒ ปีนี้ องถงถื้อ องเผาะ องกาย ญวน มาถึงเมืองพิน แจ้งว่าฝรั่งเศสผู้สำเร็จราชการเมืองภูซุน ใช้ให้มาสืบข่าวฝรั่งผู้ตาย ครั้นได้ทราบว่าฝรั่งนั้นตายแล้ว ญวนทั้งสามก็กลับไป

กรมโทรเลขได้จัดให้มิศเตอร์อัสซอนไลแมนไปตรวจรักษาสายโทรเลขระหว่างเมืองนครจำปาศักดิไปเมืองขุขันธ์ๆ ไปเมืองเสียมราฐ ครั้นมิศเตอร์อัสซอนมาถึงเมืองขุขันธ์ วัน ๗ฯ๖ ค่ำ มิศเตอร์อัสซอนเปนไข้ถึงแก่กรรม

พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ได้จัดให้หลวงเสนีพิทักษ์ เปนข้าหลวงกำกับราชการอยู่ ณเมืองขุขันธ์

เมืองวารินทร์ชำราบ มิพอใจขึ้นกับเมืองจำปาศักดิ โจทมาสมัคขึ้นกับเมืองเขมราฐในปีนี้

พระรามรินทร์ เจ้าเมืองคำเขื่อนแก้ว มีความชราทุพลภาพ กราบถวายบังคมลาขอออกจากราชการ แลขอให้ท้าวพระศรีผู้บุตรเปนผู้รับราชการแทน จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีเปนผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

เมืองจันแลกรมการเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกยังกรุงเทพฯ ว่า ตำแหน่งพระธิเบศร์วงษา เจ้าเมืองกุดฉิมนารายน์ว่าง โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวกินรีว่าการแทนมาแต่ละปีมแมเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ ( พ.ศ.๒๔๒๖) ก็ได้ราชการเรียบร้อยดี ขอรับพระราชทานท้าวกินรีเปนพระธิเบศร์วงษา เจ้าเมืองกุดฉิมนารายน์ วัน ๑ ฯ๓ ค่ำ ปีนี้ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวกินรีเปนพระธิเบศร์วงษา เจ้าเมืองกุดฉิมนารายณ์พระราชทานถาดหมากคนโทเงิน ๑ สัปทนปัสตูแดง ๑ เสื้อโหมดเทศริ้วเล็ก ๑ แพร ขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าม่วงจีน ๑

ราชวงษ์ (นวน) เมืองกมลาไศรยถึงแก่กรรม

หลวงพรหมภักดี (แสง) ผู้รักษาเมืองแลกรมการเมืองเดชอุดม มีบอกวางเวรกระทรวงต่างประเทศ ขอตั้งนายร้อยคำนานตองซูคนในบังคับอังกฤษ เปนนายกองคุมพวกกุลาตองซูคนในบังคับอังกฤษ มีตราโปรดเกล้าฯ ลงวัน ๖ ฯ๑๐๘ ค่ำ ปีนี้ว่า คนสัปเยกต์มีหนังสือเดินทางสำหรับตัวไปมาค้าขายเพียงปีหนึ่ง หาได้ให้ไปตั้งทำสวนไร่นาในแขวงเมืองนั้ยๆ ไม่ ถ้าพ้นกำหนดหนังสือแล้ว ต้องให้กลับฤาไปเปลี่ยนหนังสือเสียใหม่จึ่งจะกลับมาค้าขายในพระราชอาณาเขตรต่อไปได้ ไม่สมควรที่จะต้องตั้งนายกองให้ควบคุมคนซึ่งจะต้องไปๆ มาๆ ให้ผิดด้วยแบบธรรมเนียมราชการ แลให้ห้ามคนสัปเยกต์ อย่าให้ตั้งแลซื้อที่สวนไร่นาบ้านเรือนให้ผิดสัญญาทางพระราชไมตรี

ท้าวนากเมืองศรีษสระเกษทำหนังสือเบิกล่องเดินทางให้แก่นายร้อยคำยี่ คำอ่อน เชียงน้อย ตองซูซึ่งคุมโคกระบือไม่มีพิมพ์รูปพรณไปจำหน่ายผิดพระราชบัญญัติทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลูกขุน ณ ศาลาปฤกษาโทษท้าวนาก ตัดสินทวน ๕๐ จำคุก๓ ปี แลให้ปรับพระยาวิเศษภักดี (โท) เจ้าเมืองศรีสระเกษ ซึ่งให้การอ้างว่ามีตราพระราชสีห์อนุญาตว่า ถ้าราษฎรจะซื้อขายโคกระบือ ให้เจ้าเมืองทำเบิกล่องเดินทางให้ตรวจตำหนิรูปพรรณลงในใบเบิกล่องก็ได้โดยไม่จริงนั้น เปนเบี้ยละเมิดจัตุรคูณ เปนเงิน ๕ ชั่ง ๖ ตำลึงกึ่ง ๓ สลึง ๖๐๐ เบี้ย

ลุจุลศักราช ๑๒๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก (พ.ศ.๒๔๓๑) พระยามหาอำมาตย์(หรุ่น) แลพระยาราชเสนา (ทัด) ได้มีหนังสือแนะนำบรรดาหัวเมืองซึ่งอยู่ในบังคับให้ทำการเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แลสมเด็จพระบรมราชเทวี แลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ตามกำหนด อันเปนธรรมเนียมต่อมาจนทุกวันนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ว่าที่นายพันตรี หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) พร้อมด้วยนายร้อยนายสิบไปตั้งกองฝึกหัดทหารอยู่ ณ เมืองจำปาศักดิ แลเมืองอุบล ครั้นฝึกหัดได้เรียบร้อยแล้ว พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ข้าหลวงเมืองจำปาศักดิ แลพระยาราชเสนา (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบล จึ่งได้จัดให้กรมการ พร้อมด้วยนายสิบพลทหารแลกำลังตามสมควร แยกย้ายกันไปตั้งรักษาอยู่ ณ ช่องด่านต่างๆ ซึ่งอยู่ ณ ชายพระราชอาณาเขตรทางวันออกตามที่ได้รักษามาแต่เดิม

แลได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงภักดีณรงค์ (สิน) หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ไปตรวจจัดราชการ ณ เมืองสองคอนดอนดง เมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองตะโปน เมืองลำเนาหนองปรือ รวม ๗ เมืองนี้ เดิมจะเปนบ้านอะไร แลได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองโดยเหตุผล็อย่างไร แต่เมื่อใด แลมีพงษาวดารเปนมาอย่างไร เพียงไรนั้น ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงพงศาวดารนี้หาทราบถึงไม่ เพราะเมื่อขณะเรียบเรียงพงษาวดารนี้ เปนเวลาที่เมืองทั้ง ๗ ได้ตกไปอยู่ในเขตรของฝรั่งเศสเสียแล้ว และทั้งมิได้พบปะตำนานของเมืองทั้ง ๗ นี้ ในที่แห่งใดด้วย เพราะฉะนั้นจึ่งไม่สามารถรู้ถึงกำเนิดของเมืองทั้ง ๗ นี้ตลอดได้

มีตราโปรดเกล้าฯ ไปยังหัวเมืองตะวันออกว่า บรรดาที่ดินซึ่งคนสัปเยกต์ซื้อฤามีตั้งบ้านเรือนไร่นาสวนอยู่นั้น จะเปนสิทธิไม่ได้ เพราะมิได้แจ้งต่อกงสุลให้ขออนุญาตต่อรัฐบาลสยามให้ตกลงกันตามหนังสือสัญญา แลให้เมืองทั้งปวงทำบาญ๙ที่ดิน ซึ่งคนสัปเยกต์ได้มาโดยเหตุอย่างไรนั้น ส่งยังกรุงเทพฯ

วัน ๖ฯ๑๒ ค่ำ พระศรีสุวรรณวงษา เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิไสยป่วยถึงแก่กรรมพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ได้มีตราจุลราชสีห์ ให้อุปฮาด (เดช) ผู้น้องพระศรีสุวรรณวงษา รักษาราชการเมืองพยัคฆภูมิพิไสยต่อไป

พระดำรงฤทธิไกร (บุญตา) เจ้าเมืองพนมไพร ซึ่งลงมา ณ กรุงเทพฯ นั้น ครั้นอาการป่วยทุเลาแล้ว จึ่งกราบถวายบังคมลากลับบ้านเมือง ครั้นไปถึงเมืองนครราชสีมากลับเปนไข้หนักลงอีก ครั้นวัน ๕ ฯ๑๑ ๑๒ ค่ำ พระดำรงฤทธิไกร (บุญตา) ถึงแก่กรรม

พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) จึ่งได้ให้ท้าวสุวรรณราชผู้เปนอุปฮาด รักษาราชการเมืองพนมไพรต่อไป

อุปฮาด ผู้รักษาเมืองภูแล่นช้าง ถึงแก่กรรม ท้าวทองสุกได้เปนผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่อมา

ฝ่ายเมืองสหัสขันธ์ ตั้งแต่พระประชาชนบาล เจ้าเมืองถึงแก่กรรมแล้ว ก็มีแต่อุปฮาดว่าราชการต่อมา ครั้นถึงปีนี้อุปฮาดถึงแก่กรรม ยังคงมีแต่ราชบุตร (แสง) เมืองแสน เมืองจัน แลกรมการ จึ่งได้พร้อมกันมีบอกมายังพระมหาอำมาตย์ (หรุ่น) ขอราชบุตร (แสง) เปนที่พระประชาชนบาล ฝ่ายข้างพระราษฎรบริหาร (ทอง) ผู้ว่าราชการเมืองกมลาไศรยทราบดังนั้น จึ่งรีบมีบอกล่วงน่าไปยังพระมหาอำมาตย์ (หรุ่น) ชิงขอให้อุปฮาด (บัว) เมืองกมลาไศรญเปนพระประชาบาล พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) จึ่งได้มีตราจุลราชสีห์ ตั้งให้อุปฮาด (บัว) รับราชการตำแหน่งเจ้าเมืองสหัสขันธ์ อุปฮาด (บัว) จึ่งได้ย้ายที่ว่าการเมืองสหัสขันธ์มาตั้งอยู่ ณ บ้านโคก

หลวงเสนีพิทักษ์ ข้าหลวงเมืองขุขันธ์ไปตรวจราชการ ณ เมืองอุทุมพร ครั้นวัน ๗ ฯ๘ ค่ำ ป่วยถึงแก่กรรม ณ เมืองอุทุมพร

พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ได้จัดให้หลวงนครบุรี ไปรับราชการเปนข้าหลวงอยู่ ณ เมืองขุขันธ์ต่อไป

พระทิพชลสินธุ์อินทนิมิตร เจ้าเมืองพรหมกัน ป่วยถึงแก่กรรม พระอนันตภักดีผู้รักษาเมืองสังขะ ได้ให้หลวงพินิจสมบัติเปนผู้รักษาเมืองพรหมกันต่อไป

นายแก้วหมอ นายสีดาครวญนำช้างต่อไปแทรกโพนได้ช้างเผือกพลายตัวหนึ่ง ที่แขวงข่าระแดฝั่งโขงตะวันออก ได้ส่งช้างนั้นมายังเมืองนครจำปาศักดิ

ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๕๑ ปีฉลู รัตนโกสินทรศก ๑๐๘ (พ.ศ.๒๔๓๒) พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) จึ่งให้เจ้าราชวงษ์ (จุ่น) แลเจ้าราชบุตร นครจำปาศักดิ คุมช้างพลายสำคัญตัวที่ได้ใหม่นี้ มาถวาย ณ กรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นระวางพระราชทานนามว่า พระเสวตรวรนาเคนทร์

แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ (จุ่น) เปนเจ้าประชากรเกษมจางวางนครจำปาศักดิ

วัน ๖ ฯ๑๑ ๕ ค่ำ ปีนี้ หลวงภักดีณรงค์ (สิน) ออกจากเมืองอุบลมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อได้กราบบังคมทูลพระกรุณาในข้อราชการต่างๆ

พระวงษาสุรเดช เจ้าเมืองมูลปาโมกข์ ซึ่งขึ้นกับเมืองสีทันดร แลทั้งต้องไปเปนความรายคดีวิวาทกับราชวงษ์ เมืองสพังภูผา ต้องขุมขังพิจารณา อยู่ ณ สำนักข้าหลวงนครจำปาศักดิเสียทรัพย์สินยากแค้นลง เจ้านครจำปาศักดิเข้าทนุบำรุง ให้กู้ยืมทรัพย์สิน พระวงษาสุรเดช ตกเปนลูกหนี้เจ้านครจำปาศักดิๆ จึ่งให้พระวงษาสุรเดช แลราชบุตร อพยพครอบครัวลงไปตั้งอยู่ ณ หนองไก่ป่าท่ากลัน ลำน้ำเซซาน แขวงเมืองแสนปางเปนเมืองใหม่ แต่ยังหาทันขนานนามเมืองไม่ ฝ่ายทางเมืองมูลปาโมกข์ ก็คงมีแตอุปฮาด แลท้าวสุทธิสาร แลกรมการอยู่รักษาราชการบ้านเมือง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ให้ท้าวไชยเสนผู้ว่าที่อุปฮาด เปนอุปฮาด ให้ท้าวสุริย (อุทา) ผู้ว่าที่ราชบุตร เปนราชบุตร เมืองร้อยเอ็ด

ราษฎรเมืองสหัสขันธ์ พากันทำเรื่องราวร้องทุกข์ ไปถวายพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ณ เมืองหนองคาย กล่าวโทษอุปฮาด (บัว) ผู้รักษาเมืองสหัสขันธ์ว่ากระทำการกดขี่ข่มเหงลงเอาเงินกับราษฎร รับสั่งให้พิจารณาได้ความจริงโปรดเกล้าฯ ให้คืนเงินแก่ราษฎร แลให้อุปฮาดออกจากตำแหน่งผู้รักษาเมืองสหัสขันธ์กลับไปอยู่เมืองกมลาไศรยตามเดิม ส่วนเมืองสหัสขันธ์ ก็คงมีแต่ราชบุตร (แสง) แลเมืองแสน เมืองจัน กรมการอยู่รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) มีตราจุลราชสีห์ ตั้งให้ท้าวทองอิน บุตรพระศรีเกษตราธิไชย (เง่า) เจ้าเมืองเกษตรวิไสย ซึ่งไปศึกษาราชการอยู่ ณ ที่ว่าการข้าหลวงนครจำปาศักดินั้นเปนอุปฮาดเมืองเกษตรวิไสย

อุปฮาด (หงส์) เมืองแซงบาดาล ถึงแก่กรรม

เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม องบาง ขุนนางญวน ที่สององภู ผู้บังคับการเมืองลาดคำโล กับองเกลาย เมืองลาดคำโล องโดยเมืองกวางตี้ องเถอเบี้ยน องโดน พร้อมด้วยทหารญวนถือปืนชนวนทองแดงปลายหอก ๔ ถือดาบ ๒ ถือธงนำน่า ๒ ตีกลองนำน่า ๑ ถือหีบหมาก ๒ ถือไม้เท้า ๑ ถือกล้องยาแดง ถือร่มสำหรับยศ ๑ มาหาหลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง)ๆ ได้ต้อนรับตามสมควร องบางถามหลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ว่ามาอยู่เมืองตะโปนด้วยเหตุประการใด หลวงพิทักษ์นรินทร์ตอบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยามโปรดเกล้าฯ ให้มาอยู่รักษาเพื่อปราบปรามโจรผู้ร้าย ให้ราษฎรได้รับความศุขสำราญ แล้วองบางก็ลากลับไป

โปรดเกล้าฯ ให้กรมยุทธนาธิการส่งนายร้อยเอก ขุนพิศลยุทธการ (ปึก) ๑ นายร้อยตรี ชื่น ๑ นายร้อยตรี คำ ๑ นายร้อยตรี พลับ ๑ นายร้อยตรี พึ่ง ๑ นายร้อยตรี วาด ๑ นายร้อยตรี พรหม ๑ กับพลแตรเดี่ยว ๑ ขึ้นไปรับราชการ กับว่าที่นายพันตรี หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ขุนฑิศลฯ กับนายร้อย ๗ นาย ได้ไปถึงเมืองอุบลเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม แล้วหลวงพิทักษ์นรินทร์จัดให้ ขุนพิศล ๑ นายร้อยตรี พึ่ง ๑ นายร้อยตรี คล้าย ๑ นายร้อยตรี คำ ๑ ไปรับราชการอยู่กับหลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ณ ด่านเมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง แลจัดให้นายร้อยตรี วาด ๑ นายร้อยตรี ชื่น ๑ นายร้อยตรี พลับ ๑ นายร้อยตรี พรหม ๑ ไปรักษาราชการน่าด่านเมืองนครจำปาศักดิ

รัฐบาลฝรั่งเศส ได้แจ้งต่อรัฐบาลสยามว่า มองซิเออเดอมาเรียนา ฤาเลอ กอมเต เดอ ดะเร ซึ่งตั้งตัวเปนเจ้าแผ่นดินเมืองซิดัง ได้หนีมาจากปารีศไปเมืองซิดัง ( แขวงข่าระแด ตั้งอยู่ตำบลที่เรียกว่าโปโล ปลายลำน้ำเซโขงฤาเซกอง ฝั่งโขงตะวันออก ) กับคนยุโรป ๕ คน มีปืน ๔๘ หีบ ขอให้รัฐบาลสยามช่วยสืบจับ

แลรัฐบาลอังกฤษ แจ้งว่าเจ้าเมงกูน บุตรพระเจ้ามินดงมิน เจ้าแผ่นดินเมืองพม่าคนเก่าซึ่งอังกฤษได้เอาตัวไปขังไว้ประเทศอินเดีย หนีมาทางเมืองไซ่ง่อน รัฐบาลอังกฤษเกรงว่า เจ้าเมงกูนจะหนีเข้ามาในพระราชอาณาเขตรสยามทางหัวเมืองลาวตะวันออกจึ่งขอให้รัฐบาลสยามช่วยสืบจับ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราสั่งยังบรรดาหัวเมืองตวันออกให้ช่วยสืบจับมองซิเออเดอมาเรียนา แลเจ้าเมงกูน ตามความประสงค์ของรัฐบาลฝรั่งเศส แลอังกฤษตามทางพระราชไมตรีโดยแข็งแรง ก็หาได้ความว่า มองซิเออเดอมาเรียนา แลเจ้าเมงกูนได้เข้ามาในพระราชอาณาเขตรไม่

อุปฮาด (สุวรรณ) ราชวงษ์ แลกรมการ เมืองพนมไพรแดนมฤค ขึ้นเมืองสุวรรณภูมิ มีความวิวาทบาดหมางกับอุปฮาดผู้รักษาเมืองสุวรรณภูมิ มิพอใจจะสมัคขึ้นกับเมืองสุวรรณภูมิ จึ่งพร้อมกันมีบอกไปยังพระพิเรนทรเทพ (ทองคำ) ข้าหลวงเมืองนครราชสีมา ขอสมัคขึ้นกับนครราชสีมา แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเขตรแขวงเมืองพนมไพรมิได้ติดต่อกับเขตรแขวงนครราชสีมา ซึ่งจะเปนทางสดวกแก่การบังคับบัญชา จึ่งหาได้โปรดเกล้าฯ ให้การเปนไปดังความประสงค์ของผู้รักษาเมืองกรมการเมืองพนมไพรไม่ ฝ่ายอุปฮาด ผู้รักษาเมือง แลกรมการเมืองสุวรรณภูมิ มีบอกกล่าวโทษเมืองมหาสารคาม เมืองสุรินทร์ เมืองศรีสระเกษ ขอบ้านโนนหินกอง เปนเมืองราศีไศล ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงนครจำปาศักดิ แลเมืองอุบลไต่สวนว่ากล่าวในเรื่องนี้ ก็รื้อถอนไม่ไหว เพราะเหตุเมืองทั้งนี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเปนเมืองขึ้นของเมืองทั้งสามมาได้หลายปีแล้วเปนอันโปรดเกล้าฯ ให้ตกลงคงเปนเมืองขึ้นของเมืองทั้งสามอยู่ตามเดิม

รัฐบาลฝรั่งเศสแจ้งขออนุญาตต่อรัฐบาลสยามว่า จะแต่งให้มองซิเออปาวีเปนข้าหลวงหัวน่า พร้อมด้วย
ม. เลเฟฟปอนตาลิศวัดเซ ๑ ม. กูเป็ด ๑ ม. ปันเจต ๑ ม. กอยนาร์ ๑ ม. มาซิหมอ ๑ ม. เปนเคน ๑
ม. ลาซัน ๑ ม. นิลวน ๑ ม. สตราไวซ์ ๑ ม. มอเลอ ๑ ม. ลูกัน ๑ ม. มาซิ ๑ ม. กูดาศ ๑ ม. อาดลี ๑ รวม ๑๕ นาย แบ่งออกเปนสามกอง ไปเที่ยวตรวจทำแผนที่เขตรแดนชายพระราชอาณาเขตรสยาม ซึ่งติดต่อกับเขตรแดนญวนในบำรุงฝรั่งเศส เพื่อรัฐบาลทั้งสองจะได้ปฤษาแบ่งปันให้เปนที่ตกลงกันรัฐบาลสยามได้อนุญาตให้ตรวจตามความประสงค์ของรัฐบาลฝรั่งเศส

แลได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมแผนที่ จัดให้หลวงสากลกิจประมวญ (ม.ร.ว.เฉลิม) ๑ หลวงคำนวณคั๕ณานต์ (สี) ๑ นายแถลงการณ์วิธกิจ ๑ นายมานิตรัถยา (เอม) ๑ หม่อมราชวงษ์ชื่น ๑ นายเย็น ๑ นายปาน ๑ นายเสม ๑ นายถัด ๑ นายผิว ๑ นายเจริญ ๑ แยกกันเปนกองๆ ออกไปพร้อมด้วยข้าหลวง ซึ่งรักษาหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตร ตรวจแผนที่ชายพระราชอาณาเขตร แลเพื่อต้อนรับชี้แจงแก่
ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศส วันที่ ๑๐ มีนาคม หลวงคำนวณคัคณานต์ไปถึงเมืองอุบล

พระธำรงไชยธวัส (สุวอ) ผู้ว่าราชการเมืองธวัชบุรี มีบอกมายังพระราชเสนา (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบล ว่ามีความชราทุพลภาพขอกราบถวายบังคมลาออกจากน่าที่ราชการ แลขอให้เพี้ยเมืองขวาบุตรเขยเปนผู้รักษาราชการแทน พระยาราชเสนา (ทัด) ได้อนุญาตแลได้ให้เพี้ยเมืองขวารับราชการน่าที่ผู้รักษาเมืองธวัชบุรีแทน ตามประสงค์ของพระธำนงไชยธวัช แล้วได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ

พระเจริญราชเดช ผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคาม แลพระขัติยวงษาผู้ว่าราชการเมืองร้อยเอ็ด มีบอกมายังกรุงเทพฯ ว่า พระสุวรรณวงษาผู้ว่าราชการเมืองพยัคฆภูมิ ไปตั้งเมืองที่บ้านนาข่าแขวงเมืองมหาสารคาม แลพระธาดาอำนวยเดช ผู้ว่าราชการเมืองจัตุรภักตร์พิมาน ไปตั้งเมืองที่บ้านหัวช้างเปลือยกลางแขวงเมืองร้อยเอ็ด หาได้ไปตั้งที่บ้านเมืองเสือ แลที่บ้านกุดพิมาน ตามกระแสตราโปรดเกล้าฯ ไม่

ทั้งสองรายนี้ ได้มีตราโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเมืองอุบลไต่สวน
มองซิเออโซแมน พ่อค้าฝรั่งเศส ได้นำสินค้าต่างๆ มาตั้งจำหน่ายที่เมืองอุบล
แลในปีนี้ฝนแล้ง เข้าแพงถึงเกวียนละชั่ง ๘ ตำลึง
ได้มีประกาศโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วันตามทางสุริยคติกาลในปีนี้
ลุรัตนโกสินทรศก ๑๐๙ ปีขาล โทศก จุลศักราช ๑๒๕๒ (พ.ศ.๒๔๓๓) มีสารตราโปรดเกล้าฯ ให้ปันน่าที่ข้าหลวงเปน ๔ กอง คือ

ข้าหลวงนครจำปาศักดิ ได้บังคับราชการ แลชำระตัดสินความอุทธรณ์เร่งรัดเงินส่วย เมืองนครจำปาศักดิ ๑ เมืองเชียงแตง ๑ เมืองแสนปาง ๑ เมืองสีทันดร ๑ เมืองอัตปือ ๑ เมืองสาลวัน ๑ เมืองคำทองใหญ่ ๑ เมืองสุรินทร์ ๑ เมืองสังขะ ๑ เมืองขุขันธ์ ๑ เมืองเดชอุดม ๑ รวมเมืองใหผญ่ ๑๑ เมืองขึ้น ๒๑ เหล่านี้ ให้เรียกว่าหัวเมืองลาวฝ่ายตวันออก

ข้าหลวงเมืองอุบลราชธานี บังคับเมืองอุบล ๑ เมืองกาฬสินธุ์ ๑ เมืองสุวรรณภูมิ ๑ เมืองมหาสารคาม ๑ เมืองร้อยเอ็ด ๑ เมืองภูแล่นช้าง ๑ เมืองกมลาไศรย ๑ เมืองยโสธร ๑ เมืองเขมราฐ ๑ เมืองสองคอนดอนดง ๑ เมืองนอง ๑ เมืองศรีษะเกษ ๑ รวมเมืองใหญ่ ๑๒ เมืองเล็ก ๒๙ เหล่านี้ให้เรียกว่าหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ

ข้าหลวงเมืองหนองคาย บังคับเมืองหนองคาย ๑ เมืองเชียงขวาง ๑ เมืองบริคัณหนิคม ๑ เมืองโพนพิไสย ๑ เมืองไชยบุรี ๑ เมืองท่าอุเทน ๑ เมืองนครพนม ๑ เมืองสกลนคร ๑ เมืองมุกดาหาร ๑ เมืองกมุทาไสย ๑ เมืองบุรีรมย์ ๑ เมืองหนองหาร ๑ เมืองขอนแก่น ๑ เมืองคำเกิด ๑ เมืองคำมวน ๑ เมืองหล่มศักดิ ๑ รวมเมืองใหญ่ ๑๖ เมืองขึ้น ๓๖ เหล่านี้ ให้เรียกว่าเมืองลาวฝ่ายเหนือ

ข้าหลวงเมืองนครราชสีมา บังคับเมืองนครราชสีมา ๑ เมืองชนบท ๑ เมืองภูเขียว ๑ รวมเมืองใหญ่ ๓ เมืองขึ้น ๑๒ เหล่านี้ ให้เรียกว่าหัวเมืองลาวกลาง

แลเมืองสองคอนดอนดงนั้น แต่ก่อนก็ขึ้นกับเมืองอุบล ครั้นเมื่อท้าวหนูเปนพระจันทรเทพสุริยวงษ์
เจ้าเมืองมุกดาหาร แลเจ้าราชวงษ์หน่อคำเปนเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ เจ้าเมืองอุบลได้ยกเมืองสองคอนดอนดงไปขึ้นเมืองมุกดาหารข้ามเขตรแขวงเมืองอุบล แลเมืองขึ้นไประยะทางไกลถึง ๔ วัน ๕ วัน

แลเมืองคำเกิด เมืองคำมวน เดิมขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ ข้ามเขตรแขวงเมืองไชยบุรี เมืองท่าอุเทนเข้ามาหลายคืน แต่เปนน่าที่ข้าหลวงหนองคายจัดข้าหลวงไปรักษาราชการอยู่แล้ว

จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสองคอนดอนดงเมืองขึ้นเมืองมุกดาหามาขึ้นเมืองอุบล ในบังคับข้าหลวงหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ

ให้ยกเมืองคำเกิด เมืองคำนวณเมืองขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ไปขึ้นเมืองท่าอุเทน ในบังคับข้าหลวงหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ

แลโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) ข้าหลวงใหญ่ซึ่งอยู่ ณ นครจำปาศักดิ มีอำนาจบังคับว่ากล่าวข้าหลวงหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายเหนือแลลาวกลางได้ตามควรแก่ราชการ

แลโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราประจำชาดสำหรับตำแหน่งข้าหลวงทั้ง ๔ กองเปนรูปอาร์มแผ่นดินใช้ประทับเปนสำคัญในหนังสือราชการด้วย

ขุนพรพิทักษ์ (เคลือบ) ข้าหลวงตุลาการเมืองอุบล ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เปนหลวงโยธีบริรักษ์ (๑) แลนายรอดมหาดเล็กข้าหลวงผู้ช่วยเมืองอุบล เปนหลวงพิทักษ์สุเทพ(๒) ในเดือนเมษายนปีนี้

โปรดกล้าฯ ให้พระพิศณุเทพ (ช่วง) ข้าหลวงที่ ๒ ขึ้นไปเปลี่ยนพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ณ เมืองนครจำปาศักดิ แลโปรดให้หลวงสุเทพนุรักษ์ หลวงเทเพนทรเทพ หลวงบุรินทามาตย์หลวงเทพนเรนทร์ ขุนมหาวิไชย ขุนวิชิตชลหารเปนข้าหลวงผู้ช่วยไปด้วย พระพิศณุเทพๆ กับข้าหลวงผู้ช่วยไปถึงนครจำปาศักดิ เมื่อมิถุนายน ร.ศ. ๑๐๙

พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) มอบราชการเสร็จแล้ว ได้เิิดินจากนครจำปาศักดิกลับมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ ฯ เมื่อเดือนกรกฏาคม ร.ศ. ๑๐๙

หลวงสุเทพนุรักษ์ ไปเปนข้าหลวงรักษาราชการอยู่ ณ เมืองแสนปาง

หลวงเทเพนทรเทพ เจ้าพระยาศรีวิไชยฯ เมื่อยังเปนหลวงเสนีพิทักษ์ ขุนมหาวิไชย ไปเปนข้าหลวงกำกับราชการอยู่ ณ เมืองเชียงแตง

หลวงเทพนเรนทร์ นายร้อยโทพุ่ม เปนข้าหลวงอยู่ ณ เมืองคำทองใหญ่แลเมืองสาลวัน

มองซิเออโกโรกือแร ลุตเตอแนนต์ฝรั่งเศส กับขุนนางญวน แลทหาร ๑๕ คน มาแต่เมืองกวางเบิ้ง กวางตี้ ถึงด่านบ้านห้วยสาร แจ้งต่อนายสิบโทเฟื่องผู้รักษาด่านพระราชอาณาเขตรว่า ฝรั่งเศสผู้บังคับการเมืองเว้ ให้ ม. โกโรกือแร มาตรวจด่านฝ่ายสยามซึ่งได้ตั้งไว้แล้ว ม. โกโรกือแรแจ้งยังหลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ข้าหลวงเมืองตะโปนว่า ซึ่งสยามมาตั้งกองทัพในที่ซึ่งเรียกว่าเชียงแกเมืองตะโปน บ้านห้วยสารนั้นผิดยุติธรรมแลหนังสือสัญญา ให้รีบถอยกองทัพไปตั้งเสียในเมืองวัง เมืองผาบัง เมืองห้างถุย

หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) มีหนังสือตอบยัง ม. โกโรกือแรว่า รัฐบาลสยามยังมิได้มีคำสั่งออกมา หลวงพิทักษ์จะต้องอยู่รักษา เพื่อระงับปราบปรามโจรผู้ร้ายให้ราษฎรมีความศุขไปก่อน แล้ว ม. โกโรกือแรก็กลับไปจากบ้านห้วยสาร

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม หลวงพิทักษ์นรินทร์ข้าหลวงเมืองตะโปน แลจมื่นศักดิบริบาล ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปเปนข้าหลวงผู้ช่วย ณ กองข้าหลวงหัวเมืองลาวตะวันออกเฉียงเหนือ ไปถึงเมืองอุบล, แลที่เมืองตะโปนนั้น หลวงพิทักษ์นรินทร์จัดให้นายร้อยตรีพรหมรักษาราชการ

วันที่ ๕ สิงหาคม มองซิเออปาวี หัวน่าผู้ตรวจแผนที่ กับพวกกอมิแซฝรั่งเศส ๕ นายมาถึงเมืองอุบล

วันที่ ๒๒ ตุลาคม หม่อมราชวงษ์ชื่น ข้าหลวงตรวจการแผนที่ฝ่ายสยามถึงเมืองอุบล,

วันที่ ๒๖ ตุลาคม พระพิไชยสุริยวงษา (นาก) ผู้รักษาเมืองสุรินทร์ป่วยเปนฝีถึงแก่กรรม

วันที่ ๖ พฤศจิกายน มองซิเออโกยา ๑ มองซิเออลูกวง ๑ มองซิเออกือก๊าด ๑ มองซิเออกูเป ๑ ข้าหลวงตรวจแผนที่ฝ่ายฝรั่งเศสมาถึงเมืองอุบล แล้วไปนครจำปาศักดิ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน

วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พระภักดีณรงค์ (สิน) ข้าหลวงเมืองอุบล ซึ่งลงมาเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาท ณ กรุงเทพฯ นั้นกลับถึงเมืองอุบลวันนี้

วันที่ ๑๐ ธันวาคม องโดนญวน ซึ่งอยู่บ้านดิ่งเหลา ไปหานายร้อยตรีพรหมข้าหลวงเมืองตะโปน แจ้งว่า องภูเมืองลาดคำโลให้องโดนมาตามตัวผู้ว่าราชการเมืองตะโปน เมืองนอง เมืองวังคำ ไปหาองภูๆ จะมาที่บ้านดิงเหลานายร้อยตรีพรหมตอบว่า ถ้าคนต่างประเทศจะเข้ามาในพระราชอาณาเขตร ต้องมีตรา
พระราชสีห์จึงจะเข้ามาได้ ให้องโดนกลับเสีย ครั้นรุ่งขึ้นองโดนก็ลากลับไป

มีท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชเสนา (ทัด) ไปพิจารณาความโจรผู้ร้าย ณ เมืองนครราชสีมา พระยาราชเสนาได้ออกจากเมืองอุบลวันที่ ๑๒ ธันวาคม

มกราคม มองซิเออปาวี แลมองซิเออมะละแกว กับทหารญวน ๒๐ ไพร่ ญวน ๑๕ คน ซึ่งตรวจแผนที่ชายพระราชอาณาเขตร ไปถึงด่านบ้านห้วยสาร แล้วออกจากด่านบ้านห้วยสารไปด่านเมืองตะโปน ผู้รักษาด่านฝ่ายสยามได้ต้อนรับแลอุปการะตามสมควร

มกราคม พระรามนรินทร์ผู้ว่าราชการเมืองคำเขื่อนแก้ว ขึ้นเมืองเขมราฐมีบอกยังข้าหลวงเมืองอุบล, ว่ามีความชราทุพลภาพ ขอลาออกจากน่าที่ราชการ แลขอให้ท้าวจารจำปาผู้หลาน เปนผู้รักษาเมืองรับราชการฉลองพระเดชพระคุณแทน พระภักดีณรงค์ (สิน) ข้าหลวงเมืองอุบลได้อนุญาตตามความประสงค์ของพระรามนรินทร์ แลได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ

มีนาคม บริษัทสยามบุรพทิศสิทธิการ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองอุบลได้เปิดโรงจักรเลื่อยไม้ต่างๆ นาย อ.จ. ยัย เปนผู้จัดการ

พระเจริญพลรบ ผู้ว่าราชการเมืองสองคอนดอนดง ถึงแก่กรรม

ราชวงษ์บุตรพระเจริญพลรบ ได้เปนผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

พระภักดีณรงค์ (สิน) ได้ให้หลวงเทพนรินทร์ (วัน) (๑) ไปเปนข้าหลวงช่วยนำหลวงคำนวณคัคณานต์ (สี) ตรวจทำแผนที่เขตรแขวงเมืองตะโปน

พระพิไชยชาญณรงค์ ผู้ว่าราชการเมืองเกษมสิมา ขึ้นเมืองอุบล ถึงแก่กรรม

ผู้รักษาเมืองกรมการเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอท้าวทองคำ เปนพระประทุมวิเศษ ผู้ว่าราชการเมือง ขอราชวงษ์เปนอุปฮาด ขอท้าวแฮดเปนราชวงษ์ ขอท้าวสีทะเปนราชบุตรเมืองกันทรวิไชย ท้าวทองคำได้นำใบบอกลงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ท้าวทองคำ เปนพระประทุมวิเศษ ผู้ว่าราชการเมืองกันทรวิไชย ส่วนตำแหน่งอุปฮาด ราชวงษ์ราชบุตรนั้นก็ได้มีตราพระราชสีห์ตั้งให้ตามเมืองกาฬสินธุ์ขอ

เมืองแสนเมืองจันแลกรมการเมืองสหัสขันธ์ มีบอกขอท้าวขำบุตรพระประชาชนบาล ผู้ว่าราชการเมืองสหัสขันธ์ ให้ท้าวขำนำใบบอกลงมา ณ กรุงเทพฯ ฝ่ายอุปฮาด (บัว) เมืองกมลาไศรยทราบความดังนั้น จึ่งชิงมีใบบอกขอท้าวขัติยวงษาบุตรพระราษฎรบริหาร (เกษ) ผู้ว่าราชการเมืองกมลาไศรย เปนพระประชาบาล ให้ท้าวขัติยวงษารีบนำลงมายังราษฎรบริหาร (ทอง) ซึ่งเวลานั้นมามีคดีพักอยู่ ณ กรุงเทพฯ ถึงกรุงเทพฯ ได้ก่อนเท้าขำ พระราษฎรจึ่งนำตัวท้าวขัติยวงษา แลใบบอกวางเวรนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุรีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ท้าวขัติยวงษา เปนพระประชาบาล ผู้ว่าราชการเมืองสหัสขันธ์ ขึ้นเมืองกมลาไศรย

พระสุรพินทนิคมานุรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองสุรพินทนิคม ซึ่งตามพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ลงมาพักอยู่ ณ กรุงเทพฯ ถึงแก่กรรม

ลุรัตนโกสินทรศก ๑๑๐ (พ.ศ.๒๔๓๔) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า กรุงสยามได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศมาช้านาน บ้านเมืองก็เดินขึ้นสู่ความเจริญเปนอันดับ แลบัดนี้ฝรั่งเศสปราบปรามได้เมือง เขมรแลญวน ตังเกี๋ย อยู่ในอำนาจ ฝรั่งเศสได้จัดการทะนุบำรุงเขตรแดนใกล้ชิดติดต่อกับชายพระราชอาณาเขตร ตั้งแต่ทิศใต้ไปทิศตะวันออกจนโอบถึงทิศเหนือ แลฝ่ายอังกฤษก็ได้จัดการเขตรแดนพม่า ติดต่อเข้ามากับเขตรแดนสยามทางฝ่ายทิศใต้ แลทิศตะวันตกโอบถึงยางแดงเงี้ยวเขิน เชียงตุง เขตรแขวงทั้งสามพระนครนี้ ก็ยังไม่ได้ตัดสินแบ่งปันให้เปนที่ตกลงกัน ผู้คนเขมร ข่า ป่า ดง ญวน ลาว เงี้ยว ซึ่งเปนข้าขอบขัณฑสิมากรุงเทพมหานครอันตั้งคฤหสถานอยู่ตามปลายพระราชอาณาเขตร ก็สับสนปะปนกันกับคนที่อยู่นอกพระราชอาณาเขตร อันรัฐบาลฝรั่งเศสแลอังกฤษได้จัดการทะนุบำรุงอยู่นั้น จำเปนที่รัฐบาลสยาม กับฝรั่งเศส อังกฤษ จะต้องปฤษาหารือแบ่งปันเขตรแขวงบ้านเมืองให้เปนที่ตกลงกัน แต่หัวมืองในพระราชอาณาเขตรที่ได้แบ่งปันไว้โดยกำหนดแต่ก่อนนั้น ยังหาสมควรแก่กาลสมัยไม่ ควรจะจัดข้าหลวงที่ทรงคุณวุฒิปรีชาสามารถออกไปประจำรักษาพระราชอาณาเขตร ซึ่งติดต่อกับหัวเมืองต่างประเทศ เพื่อจะได้ปฤษากันด้วยเรื่องผู้คนเขตรแขวง แจ้งยังรัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้จัดราชการบ้านเมืองให้เปนที่เรียบร้อย เพื่อรักษาทางพระราชไมตรีให้มีความเจริญยิ่งขึ้น แลจะได้รักษาด่านทางปราบปรามโจรผู้ร้ายให้ราษฎรไพร่บ้านพลเมืองได้ทำมาหาเลี้ยงชีพเปนความสดวก จะได้เปนความศุกสมบูรณ์แก่ผู้คนภายนอกในพระราชอาณาเขตร อันจะได้ไปมาค้าขายได้ โดยสำเร็จสะดวกสืบไป

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการเปนข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนออกไปตั้งรักษาอยู่ ณ เมืองนครจำปาศักดิกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวกาว

ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เปนข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการทหารพลเรือน ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคายกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน
ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เปนข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการทหารพลเรือน ตั้งอยู่ ณ เมืองหลวงพระบางกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวพุงขาว ( แต่กองนี้ภายหลังเปลี่ยนมาประจำเมืองนครราชสีมา หาได้ไปเมืองหลวงพระบางไม่ )

แลให้คงมีข้าหลวงประจำอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ตามเดิมกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวเฉียง
ให้เมืองนครจำปาศักดิ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาลวัน เมืองอัตปือ เมืองคำทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสระเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไศรย เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองสุวรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองใหญ่ ๒๑ เมืองขึ้น ๔๓ เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวกาว

ให้เมืองหนองคาย เมืองเชียงขวาง เมืองบริคัณหนิคม เมืองโพนพิไสย เมืองนครพนม เมืองท่าอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร เมืองขอนแก่น เมืองหล่มศักดิ เมืองใหญ่ ๑๓ เมืองขึ้น ๓๖ อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน

ให้เมืองหลวงพะบางราชธานี แลพวกสิบสองปันนา ลื้อ สิบสองจุไทย หัวพันทั้งห้า หัวพันทั้งหก หัวเมืองขึ้นในพระราชอาณาเขตร อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงหัวเมืองลาวพุงขาว

ให้เมืองนครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน เมืองน่าน เมืองแพ่ เมืองเถินแลเมืองขึ้น อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวเฉียง

ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวพุงขาวนั้นหาได้เสด็จไม่ ที่เมืองนครหลวงพระบางคงมีแต่พระยาฤทธิ์รงค์รณเฉท (ศุข)(๑) เปนข้าหลวงประจำนครอยู่ตามเดิม

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เปนข้าหลวงใหญ่ตั้งชำระพิจารณาโจรผู้ร้ายหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขตรตั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมา

โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี (เจิม) (๒) เปนแม่กองตรวจจับโจรผู้ร้าย ส่งถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ชำระตัดสิน

วันที่ ๑๖ เมษายน พระยาภักดีณรงค์ข้าหลวงได้เปิดโรงเรียนอุบลวาสิกสถานสอนหนังสือไทย ณ เมืองอุบล

วันที่ ๑๘ เมษายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ท้าวพระศรีผู้รักษาเมืองอำนาจเจริญ เปนพระอมรอำนาจ ผู้ว่าราชการเมืองอำนาจเจริญขึ้นเมืองเขมราฐ พราชทานถาดหมากคนโทเงินสำรับ ๑ เสื้อโหมดเทศ ๑ แพรขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าม่วงจีน ๑

วันที่ ๒๑ เมษายน พระราชทานสัญญาบัตรให้ท้าวสัมพันธวงษ์ผู้ช่วยเมืองเขมราฐเปนราชวงษ์เมืองเขมราฐ พระราชทานถาดหมากโทเงินสำรับ ๑ เสื้อโหมดเทศ ๑ แพรขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าม่วงจีนผืน ๑

วันที่ ๔ มิถุนายน ขุนพิศลยุทธการ (ปึก) ออกจากเมืองอุบลกลับกรุงเทพฯ

วันที่ ๑๓ กรกฎาคม หลวงสากลกิจประมวญ (เฉลิม) นายแถลงการณ์วิธกิจ นายมานิตรัถยา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปตรวจทำแผนที่หัวเมืองลาวกาวเสร็จราชการแล้วออกจากเมืองอุบลกลับกรุงเทพฯ

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พระอริยกระวี (อ่อน) ซึ่งโปรดให้เปนเจ้าคณะใหญ่ ณ เมืองอุบล ไปถึงเมืองอุบล พักอยู่ ณ วัดสีทอง

วันที่ ๘ สิงหาคม พระอมรดลใจ ผู้ว่าราชการเมืองตระการพืชผล เปนโรคเรื้อรังถึงแก่กรรม อายุ ๖๖ ปี

วันที่ ๑๕ สิงหาคม หลวงคำนวณคัคณานต์ซึ่งตรวจแผนที่เสร็จราชการแล้วออกจากเมืองอุบลกลับกรุงเทพฯ

กันยายน จมื่นศักดิบริบาล ขุนรักษ์หิรัญ ไปเปนข้าหลวงรักษาราชการอยู่ ณ เมืองเขมราฐ

วันที่ ๑๖ กันยายน พระขัติยวงษาผู้ว่าราชการเมืองร้อยเอ็ดเปนไข้จับถึงแก่กรรม อายุ ๔๙ ปี อุปฮาด เปนผู้รักษาเมืองร้อยเอ็ดต่อไป

บริษัทสยามบุรพทิศสิทธิการ ณ เมืองอุบล ได้สร้างเรือกลไฟจักรท้าย ๒ จักรชื่อบำรุงบุรพทิศลำหนึ่ง ยาว ๔๕ ฟิต ปากกว้าง ๑๑ ฟิต ชื่อพานิชพัฒนาลำหนึ่ง ยาว ๕๐ ฟิต ปากกว้าง ๑๒ ฟิต สำหรับเปนเรือรับจ้างบรรทุกสินค้า แลโดยสานเดินในลำน้ำมูลระหว่างเมืองอุบลไปท่าช้างแขวงเมืองนครราชสีมา แลโดยสานเดินในลำน้ำมูลระหว่างเมืองอุบลไปท่าช้างแขวงเมืองนครราชสีมา แลเรือลำที่ชื่อบำรุงบุรพทิศได้ใช้จักรออกเดินไปนครราชสิมาในตุลาคมปีนี้

วันที่ ๑ ตุลาคม ข้าหลวงเมืองอุบลได้จัดให้นายร้อยตรีพึ่ง ๑ นายสิบเอก ๑ พลทหาร ๑๒ คน ไปเปลี่ยนนายร้อยตรีเจริญซึ่งรักษาด่านเมืองนอง

แลให้นายร้อยตรีพรหม ๑ นายสิบเอก ๑ พลทหาร ๑ ไปเปลี่ยนนายร้อยตรีคล้ายรักษาด่านเมืองตะโปน

แลให้ข้าหลวงผู้รักษาเมืองเขมราฐจัดกรมการเขมราฐไปเปลี่ยนหลวงชำนาญท้าวพรหมบุตร รักษาด่านเมืองพิน ตามกำหนด ๖ เดือนเปลี่ยนกันครั้งหนึ่ง

วันที่ ๒๔ ตุลาคม ราชบุตรเมืองอุบล เปนไข้จับถึงแก่กรรม อายุ ๕๐ ปี

วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พระสุนทรราชวงษา ผู้ว่าราชการเมืองยโสธร ป่วยเปนอุจาระธาตุถึงแก่กรรม อายุได้ ๕๔ ปี

มีตราลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน โปรดเกล้าฯ ให้ว่าที่นายพันโท พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เมื่อยังเปนหลวงจำนงยุทธกิจ(๑) ไปเปลี่ยนว่าที่นายพันตรี หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ผู้บังคับการทหารหัวเมืองลาวกาว

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน มองซิเออกุนซองฝรั่งเศสไปเที่ยวตรวจตามลำน้ำเซซาน แลแจ้งว่าจะเอาเรือกลไฟเข้ามาเดินในลำน้ำเซซาน

มีตราลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ว่าท้าวสิลารับการตำแหน่งพระศรีเกษตราธิไชย ผู้รักษาราชการเมืองเกษตรวิไสย เมืองขึ้นเมืองสุวรรณภูมิ มีบอกส่งบาญชีสำมะโนครัวมายังกรุงเทพฯ ข้ามเมืองสุวรรณภูมิเมืองใหญ่ มีความผิด ให้ข้าหลวงเมืองอุบลเรียกตัวมาว่ากล่าวภาคทัณฑ์อย่าให้ทำต่อไป

วันที่ ๑๓ ธันวาคม มองซิเออดิแซฝรั่งเศส กับไพร่ญวนเขมรรวม ๔๐ คน มาระเบิดศิลาที่แก่งลีผี แลตัดไม้ทำทางที่แก่งลีผีกว้าง ๒ วา ตั้งแต่เกาะพะแพง ถึงแก่งกระแจะเวียน ข้าหลวงเจ้าน่าที่ฝ่ายสยามเห็นว่า
ม.ดิแซมาทำโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสยาม จึ่งได้ให้คนออกไปห้ามปราม ม. ดิแซก็กลับไป

วันที่ ๒๗ ธันวาคม องกายญวน ถือหนังสืออองภูเมืองลาดคำโลมาด่านห้วยสาร แจ้งต่อผู้รักผู้รักษาด่านฝ่ายสยามว่าองกงทือฝรั่งเศสกับองภูจะมาด่านดิ่งเหลา แล้วจะให้พวกข่าแลภูไทยตัดทางแต่ด่านดิ่งเหลาไปทางฝั่งโขงทางหนึ่ง ไปทางเมืองสาลวันทางหนึ่ง ไปทางเมืองนองทางหนึ่ง ไปทางเมืองวังคำทางหนึ่ง

วันที่ ๙ มกราคม ฝรั่งเศสกับองค์คำผายกวนภู่ ขุนนางญวนเมืองกงชุน ให้นายพ่อจิ๋วญวนมาแจ้งต่อผู้ว่าราชการกรมการเมืองนองว่า ให้ตัดทางกว้าง ๖ วา แต่เมืองนองถึงดิ่งเหลา ด้วยฝรั่งเศสแลขุนนางญวนจะเข้ามาเมืองนอง เมืองตะโปน เมืองพิน ในเดือนมกราคม ร.ศ.๑๑๐ ฝ่ายนายร้อยตรีพึ่ง ข้าหลวงเมืองนอง จึ่งได้กำชับห้ามปรามมิให้เชื่อฟังถ้อยคำนายพ่อจิ๋ว เพราะเปนที่ในพราชอาณาเขตร แลมิได้มีตราสั่งอนุญาต

มกราคม พระภักดีณรงค์ (สิน) ข้าหลวงเมืองอุบล พร้อมด้วยขุนหมื่นท้าวเพี้ยกรมการเมืองอุบล ได้ประชุมปฤกษาจะจัดพาหนะไปรับเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชาการ ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวกาว ซึ่งได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ไปแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๑๑๐ แล้วนั้น พระภักดีณรงค์จึ่งให้นายแจ้งไปหยิบปืนโค๊ตปืนแฝดมาชำระถนิม เพื่อเอาไปราชการด้วย นายแจ้งเอาปืนโค๊ตมาส่งให้พระภักดีณรงค์ๆ รับมารูดเอาปัสตันออก ๓ นัดแล้ว แต่ปัสตันยังหาออกหมดไม่ พระภักดีณรงค์จึ่งเอาปืนวางไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ขณะนั้นปืนลั่นกระสุนออกไปถูกคอเพี้ยชาเนตร (บุญศรี) กรมการเมืองอุบลถึงแก่กรรม พระภักดีณรงค์ได้จัดเงิน ๕ ชั่ง กับยกเงินที่ติดค้างเพี้ยชาเนตร (บุญศรี) ชั่ง ๕ ตำลึง รวมเปน ๖ ชั่ง ๕ ตำลึง ให้แก่บุตรภรรยาเพี้ยชาเนตร แลกำหนดจะให้เงินสำหรับเลี้ยงบุตรภรรยาเพี้ยชาเนตรอีกปีละ ๑๐ ตำลึงทุกปี

วัน ฯ ๒ ค่ำ ร.ศ.๑๑๐ ท้าวสุทธิสารเมืองมูลปาโมกข์ ให้นายมั่นหมอ นายตาควาญเมืองสีทันดรนำช้างต่อไปคล้องได้ช้างพลายสีประหลาด ๑ ช้าง สูง ๔ ศอก ที่ป่าแขวงข่าพะนองฝั่งโขงตวันออก ขุนมหาวิไชย ข้าหลวงเมืองสีทันดร ได้ไปรับช้างพลายสีประหลาดตัวนี้มาเลี้ยงรักษายังเมืองสีทันดร แลมีบอกมายังข้าหลวงนครจำปาศักดิๆ บอกมายังกรุงเทพฯ

วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการ ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวกาว พร้อมด้วยพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม) เมื่อยังเปนพระประชาคดีกิจ ๑ พระทิพจักษุสารทธำรงแพทย์ ๑ หลวงธนสารสุทธารักษ์ (หว่าง) ๑ หลวงพิพิธสุนทร (อิน) ๑ ขุนราชพัดถุพิธภาร ๑ ขุนไผทไทยพิทักษ์ (เกลื่อน) ๑ ขุนกัมพุชพาจา ๑ ล่าม ๑ นายร้อยตรีถมยา ๑ นายผาดมหาดเล็ก ๑ หมื่นภาษามิลักขุ ล่าม ๑ กับเสมียนพนักงานขุนหมื่นคนใช้ ทั้งข้าราชการฝ่ายทหารรวม ๒๐๐ คนเศษไปถึงเมืองอุบล

วัน ๕ ฯ ๓ ค่ำ ปี ร.ศ.๑๑๐ นายร้อยตรีพลับซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ไปฝึกหัดทหารอยู่ ณ เมืองแสนปางเสียจริต เอาปืนยิงตัวเองถึงแก่กรรม

กุมภาพันธ์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการ โปรดให้หลวงธนสารสุทธารักษ์ (หว่าง)
ขุนกัมพุชพาจา ไปเปนข้าหลวงรักษาราชการ ณ เมืองสุรินทร์

โปรดให้หลวงจำนงยุทธกิจ (อิ่ม) ขุนไผทไทยพิทักษ์ (เกลื่อน) เปนข้าหลวงอยู่เมืองศรีสระเกษ

ให้นายสุจินดา เปนข้าหลวงเมืองกาฬสินธุ์

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ มองซิเออดาวิด มองซิเออสาดแซง ฝรั่งเศส กับองบางองกานขุนนางญวน คุมทหารญวน ๑๒ คน ไพร่ญวน ๔๐ มาที่ด่านห้วยสาร แจ้งต่อผู้รักษาด่านฝ่ายสยามว่า จะมาตรวจเมืองตะโปน เมืองผาบัง เมืองวังคำ แลหัวเมืองตามริมฝั่งโขง ข้าหลวงผู้รักษาด่านฝ่ายสยามจึ่งห้ามปรามไว้ ฝรั่งแลญวนก็หยุดอยู่ที่ด่านห้วยสาร แลแจ้งต่อผู้รักษาด่านฝ่ายสยามว่า จะจัดให้ทหารตั้งรักษาอยู่ด่านดิ่งเหลา อย่าให้คนฝ่ายสยามข้ามด่านออกไปเหมือนกัน แล้วฝรั่งเศสได้ปลูกโรงทหารแลยุ้งฉางขึ้นที่ด่านดิ่งเหลา แลจัดให้ทหารผลัดเปลี่ยนกันมาอยู่รักษาโดยแขงแรง

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ มิศเตอร์แบ๊กเกต ผู้ช่วยกงสุลอังกฤษ ซึ่งขอตราพระราชสีห์ ไปเที่ยวตามหัวเมืองลาวกลาง ลาวพวน ลาวกาวไปถึงเมืองอุบล, พักอยู่ ๓ วัน ออกจากเมืองอุบล, ไปนครจำปาศักดิเพื่อกลับกรุงเทพฯ ทางไซ่ง่อน

มีนาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้ถอนนายร้อยตรีพรหม ข้าหลวงรักษาเมือง
ตะโปนกลับเมืองอุบล แลโปรดให้นายร้อยตรีเจริญ ข้าหลวงรักษาเมืองพิน ไปเปนข้าหลวงรักษาเมืองตะโปน ส่วนเมืองพินให้นายร้อยตรีเจริญมอบให้นายสิบรักษาราชการแทนไปพลาง

วันที่ ๓ มีนาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการ เสด็จจากเมืองอุบลไปตรวจราชการ ณ นครจำปาศักดิ ได้โปรดให้ยกเลิกธรรมเนียมเกณฑ์เลี้ยงข้าหลวงแลเข้าเวรรับใช้ข้าหลวง ซึ่งเปนธรรมเนียมมาแต่ครั้งพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) นั้นเสีย

วันที่ ๑๕ มีนาคม การสายโทรเลขแล้วเสร็จ ได้เสด็จไปทรงเปิดออฟฟิศโทรเลข ระหว่างนครจำปาศักดิกับกรุงเทพฯ ใช้การกันได้ตั้งแต่วันนี้เปนต้นไป

แล้วโปรดให้ขุนมหาวิไชย ข้าหลวงเมืองสีทันดร คุมกำลังไปตั้งรักษาอยู่ ณ แก่งลีผี ให้ออกประกาศห้ามมิให้ผู้ใดตัดไม้ แลระเบิดแก่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสยาม

แลโปรดให้หลวงบุรินทามาตย์ ข้าหลวงเมืองเชียงแตง ตรวจรักษาด่านลำน้ำโขง เพื่อมิให้ผู้ใดนำเครื่องระเบิด แลกระสุนดินดำของต้องห้าม ข้ามด่านล่วงเข้ามาในพระราชอาณาเขตร แล้วพระองค์ท่านได้เสด็จไปตรวจเมืองสีทันดรแลแก่งลีผี แล้วเสด็จกลับมาประทับ ณ เมืองอุบลตามเดิม

พระวงษาสุรเดช ผู้ว่าราชการเมืองมูลปาโมกข์ ถึงแก่กรรม ส่วนอุปฮาด ไปรับราชการอยู่เมืองสีทันดร ท้าวสิทธิสารจึ่งได้เปนผู้รักษาราชการเมืองมูลปาโมกข์ต่อไป

ขุนอาจหมอ นายโสควาญ คนนครจำปาศักดิ คล้องได้ช้างพลายสำคัญที่ภูมืดแขวงข่าระแด ๑ ช้าง ข้าหลวงได้รับมาเลี้ยงรักษาไว้ยังเมืองนครจำปาศักดิ

พระอมรดลใจ ผู้ว่าราชการเมืองตระการพืชผล ถึงแก่กรรม

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ทรงตั้งให้ท้าวสิทธิกุมารว่าที่ราชวงษ์เมืองยโสธร

พระศรีสินธุสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองเสนางคนิคม ถึงแก่กรรม

โปรดให้ท้าวศรีเมือง บุตรพระศรีสินธุสงครามซึ่งถึงแก่กรรม เปนผู้รักษาเมืองเสนางนิคมต่อไป

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ให้ท้าวสิลาผู้รักษาเมืองเกษตรวิไสย
เปนพระศรีเกษตราธิไชย ผู้ว่าราชการเมืองเกษตรวิไสย

หลวงพรหมภักดี (แสง) ยกรบัตร ผู้รักษาเมืองเดชอุดมถึงแก่กรรม

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้โปรดให้ท้าวโทผู้รับราชการตำแหน่งปลัด เปนผู้รักษาเมืองเดชอุดมต่อไป

ลุรัตนโกสินทรศก ๑๑๑ ปีมโรง จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๕๔ (พ.ศ.๒๔๓๕) วันที่ ๑ เมษายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร์สมุหนายก ซึ่งมีความชรา
ทุพลภาพพ้นจากน่าที่ตำแหน่งราชการกระทรวงมหาดไทย แตคงดำรงเกียรติยศอยู่ในที่สมุหนายกตามเดิม

แลโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ อธิบดีกระทรวงธรรมการซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ย้ายมาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยต่อไป

วันนี้สิบตรีนายเฟื่อง กับทหาร ๓ นาย ซึ่งรักษาด่านบ้านห้วยสารไปเที่ยวหาซื้อสิ่งของรับประทานที่บ้านเฟื่อง มองซิเออ สาดแซงยึดตัวไว้ทั้ง ๔ คน นายร้อยตรีคล้าย ข้าหลวงเมืองตะโปนมีหนังสือไปถามยัง
ม. สาดแซงๆ หาตอบไม่ ครั้นรุ่งขึ้น ม. สาดแซงจึ่งปล่อยนายสิบตรีเฟื่อง แลพลทหาร ๓ นายกลับมา แลส่งความมาว่า อีก ๒-๓ วัน ม. แจงตนเกวียน ม. ดาวิต ฝรั่งเศส จะคุมทหารมาตรวจทางให้ถึงฝั่งโขง

มีตราโปรดเกล้าฯ ส่งประกาศชักภาษีสัตว์พาหนะซึ่งพ่อค้านำไปขายต่างประเทศ กำหนดให้ใช้ในหัวเมืองลาวกาว ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ปีนี้เป็นต้นไป คือ โค, ล่อ, ลา. ชักตัวละ ๒ บาท กระบือตัวละ ๓ บาท ม้าตัวละ ๔ บาท ช้างตัวละ ๓๐ บาท

ภาษีฝิ่นมณฑลลาวกาวปีนี้มีพวกจีนกะประมูลกันเพียง ๘๐ ชั่ง พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรจึ่งทรงจัดการน่าที่ภาษีฝิ่นให้เปนของรัฐบาลทำโปรดให้พระยาราชเสนา(ทัด) พระพิศณุเทพ พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) เปนเจ้าน่าที่จัดการภาษีฝิ่น

วันที่ ๒ เมษายน หลวงสุเทพนุรักษ์ ข้าหลวงเมืองแสนปาง ถึงแก่กรรมพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงจัดให้พระประชาคดีกิจ (แช่ม) พร้อมด้วยหลวงสุนทรอุไทยพิทักษ์ นายร้อยโทคร้าม
นายร้อยตรีถมยา เปนข้าหลวงออกไปตรวจจัดราชการ เมืองสีทันดร เชียงแตง แสนปาง อัตปือ สาลวัน
คำทองใหญ่

อุปฮาด (ทะ) ผู้รักษาเมืองแสนปาง คบคิดใช้ให้เพี้ยเทพมหาจักร ท้าวอินทิสาร อ้ายพิลา ฆ่าเพี้ยนาใต้เมืองแสนปาง ซึ่งเปนผู้กล่าวโทษอุปฮาด (ทะ) ตายโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตอ้ายทะอุปฮาด แลลงพราชอาญาคนอื่นๆ ซึ่งสมรู้ร่วมคิดโดยโทษานุโทษ

ส่วนเมืองแสนปาง โปรดให้ราชวงษ์ ราชบุตร เมืองสีทันดร รักษาราชการแทน

โปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีณรงค์ (สิน) หลวงบริรักษ์รัษฎากร นายบรรหารภูมิสถิตย์(๒) แลนายเพิ่มพนักงานแผนที่ ออกไปตรวจจัดราชการ ณ เมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโปน เมืองลำเนาหนองปรือ เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองสองคอนดอนดง

ให้นายสุจินดา เปนข้าหลวงเมืองกาฬสินธุ์ กมลาไศรย ภูแล่นช้าง ตั้งอยู่ ณ เมืองกาฬสินธุ์

ให้นายรองชิต เปนข้าหลวงเมืองมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ ณ เมืองมหาสารคาม (๒)

ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) เปนข้าหลวงเมืองขุขันธ์ สุรินทร์ สังขะ ตั้งอยู่ ณ เมืองขุขันธ์

ให้หลวงเทเพนทรเทพ ตั้งชำระเรื่องคดีจับคนขาย แลเปนผู้จัดการด่านชั้นในตั้งอยู่ ณ เมืองสีทันดร

ให้หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) เปนข้าหลวงเมืองคำทองใหญ่สาลวัน

ให้หลวงเทพนรินทร์ (วัน) เปนข้าหลวงเมืองตะโปน

ให้พ้นพิศณุราช เปนข้าหลวงเมืองอัตปือ

จมื่นศักดิบริบาล นายร้อยโทเล็ก เปนข้าหลวงเมืองสุวรรณภูมิ

รัฐบาลฝรั่งเศส แจ้งต่อรัฐบาลสยามว่า จะให้พ่อค้าฝรั่งเศสออกมาตั้งเปนเอเยนต์ ค้าขายอยู่ ณ เมืองหลวงพระบาง ๑ เมืองท่าอุเทน ๑ เมืองนครจำปาศักดิ ๑ เมืองเชียงแตง ๑ เมืองพระตะบอง ๑

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ให้ออกประกาศห้ามมิให้เจ้าหมู่เก็บเงินส่วยแก่ตัวไพร่โดยไม่มีกำหนดอัตรา แลไม่มีประมาณ ไม่มีฎีกาใบเสร็จให้เปนคู่มือแก่ผู้เสียเงินเหมือนดังแต่ก่อน

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้ราชวงษ์ว่าที่อุปฮาด ให้ราชบุตรว่าที่ ราชวงษ์ ให้ท้าวภักดีนุชิตว่าที่ราชบุตร ให้ท้าวคำว่าที่ผู้ช่วย เมืองแสนปาง

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม มองซิเออ กุศตาว ดอมเร มองซิเออ กุนซอง มาถึงเมืองนครจำปาศักดิ มองซิเออ
ลุกัง ซึ่งพักอยู่ ณ เมืองนครจำปาศักดิ ได้พาไปหาพระพิศณุเทพข้าหลวง แจ้งว่า มองซิเออ กุนซองนั้นเปนพ่อค้า ได้นำสินค้ามาตั้งจำหน่ายอยู่ที่เมืองเชียงแตง แต่ส่วน ม. ดอมเรนั้นจะตั้งจำหน่ายสินค้าอยู่
ณ นครจำปาศักดิ ขอให้ข้าหลวงช่วยจัดที่พักไว้สินค้า ข้าหลวงจึ่งได้ให้ ม. ดอมเร ขนสินค้าไปพักไว้ที่ออฟฟิศโทรเลขเก่า แล้ว ม. ดอมเรก็ได้ทำสัญญา เช่าที่พัก ณ เมืองนครจำปาศักดิ ต่อข้าหลวงแล
เจ้านครจำปาศักดิ สำหรับจำหน่ายสินค้า ให้ค่าเช่าเดือนละ ๓๐ บาทแต่นั้นมา

วันที่ ๙ มิถุนายน เปนวันแรกที่เรือกลไฟรับคนโดยสานชื่อพานิชพัฒนาของบริษัทสยามบุรพทิศสิทธิการ ณ เมืองอุบล ได้ออกเดินจากท่าเมืองอุบลมาท่าช้าง นครราชสีมาวันนี้

วันที่ ๑๔ มิถุนายน ปรินส์คอนสะแตนไตน์ เวียเซมสะกีชาติรัสเซียกับคนใช้รัสเซีย ๒ ล่าม ๑ แลมองซิเออ กานอย มองซิเออ เกนิเย ฝรั่งเศสแลญวน ๘ รวม ๑๔ คน ถือหนังสือพระยาศรีสิงหเทพ เดินทางเข้ามาทางด่านดิ่งเหลา ถึงด่านบ้านห้วยสาร หลวงเทพนรินทร์ (วัน) ผู้รักษาด่านได้ต้อนรับตามสมควร แล้วปรินส์เวียเซมสะกี กับคนใช้ ๒ ล่าม ๑ ออกจากบ้านห้วยสารเดินมาทางแขวงเมืองนอง เมืองพิน เมืองพ้อง เมืองสองคอนดอนดง เมืองคำทองใหญ่ ลงเรือที่เมืองนครเสียมราฐ นครวัดเมืองสุรินทร์ ถึงเมืองอุบลวันที่ ๑๓ กันยายน พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหหหลวงพิชิตปรีชากรได้โปรดให้จัดการรับรองโดยสมควรแก่พระอัธยาไศรยไมตรี ครั้นวันที่ ๒๕ กันยายน ปรินส์เวียเซมสะกี ออกจากเมืองอุบลไปทางนครราชสีมา แจ้งว่าจะมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ

อ้ายตังแกโบซึ่งตั้งบ้านอยู่ ณ บ่อทองคำ ตำบลภูโงก ลำน้ำเซซวน แขวงเมืองแสนปาง กระทำการขัดแยงอำนาจราชการบ้านเมืองขึ้นต่างๆ คือแย่งชิงร่อนทองคำในบ่อหลวง แลขัดแขงไม่ยอมเสียภาษีแก่เจ้าภาษีซึ่งรัฐบาลตั้ง แลจับเจ้าพนักงานภาษีจำจองแล้วตั้งตัวเองเปนเจ้าภาษี เก็บเอาทองแก่ผู้ขุดร่อนได้เดือนละ ๒ หุนครึ่ง ถ้าผู้ไม่ได้ส่งก็เก็บเอาเหล็กคนละ ๔ ดวง คิดราคาเหล็กดวงตามที่ใช้สอยกัยอยู่ในตำบลนั้น แลเวลานั้น ๘, ๙, ๑๐, ดวงต่อบาท แลตั้งศาลเตี้ยบังคับความจับกุมราษฎรข่าลาวชาวบ้านมาชำระปรับไหมลงเอาเงิน แลจับขังจำจองโดยอำนาจพลการ แลคุมพรรคพวกไปเที่ยวปล้นตีจับเอาไพร่ข่าไปแลกเปลี่ยนซื้อขาย แลตั้งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คนกระทำโจรกรรมต่างๆ กำเริบขึ้นโดยลำดับ จนเมื่อที่สุด ได้จับเจ้าพนักงานแลทหาร ซึ่งออกไปรักษาด่านปากน้ำสระไทย แขวงเมืองแสนปาง แลจับกรมการของเจ้านครจำปาศักดิ ซึ่งเจ้านครจำปาศักดิใช้ให้ถือหนังสือออกมาตามตัวอ้ายตัวแกโบจำไว้ จนความนั้นได้ทราบถึงพระประชาคดีกิจ (แช่ม) ข้าหลวงผู้จัดราชการหัวเมืองฝ่ายใต้

ครั้นวันที่ ๒๐ มิถุนายน พระประชาจึ่งพร้อมด้วยหลวงสุนทรอุไทยพิทักษ์นายร้อยคร้าม นายร้อยตรีถมยา แลพระยาเมืองแพนจำปาศักดิ ราชวงษ์เมืองสีทันดรราชวงษ์เมืองเชียงแตง คุมทหาร ๓๘ คน จู่ไปจับอ้ายตังแกโบถึงที่อยู่อ้ายตังแกโบ เวลานั้นอ้ายตังแกโบรู้ตัวออกหลบอยู่นอกบ้าน พระประชาพูดแต่โดยดี อ้ายตังแกโบไม่รับผิดพระประชาจึ่งให้นายร้อยตรีถมยาจับอ้ายตังแกโบ แตพอจับข้อมืออ้ายตังแกโบ ทันใดนั้นพรรคพวกอ้ายตังแกโบประมาณ ๘๐ คนเศษ ซึ่งซุ่มอยู่ก็ยิงพวกพระประชา จะแย่งชิงอ้ายตังแกโบ ฝ่ายพวกทหารกองจับต้องสู้รบยิงถูกพวกอ้ายตังแกโบตายคนหนึ่ง แลจับเปนได้ ๒๐ คนพร้อมทั้งเครื่องสาตราวุธเปนอันมาก แล้วพระประชาได้บอกส่งอ้ายตังแกโบแลพรรคพวกที่จับได้มาถวายพระจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรข้าหลวงใหญ่ ณ เมืองอุบล พิจารณาได้ความจริง โปรดให้ตัดสิน (ประหารชีวิต) ตามโทษานุโทษ

กรมไปรสนีย์โทรเลขได้จัดให้มิศเตอร์โทมัศปาเมอ มิศเตอร์แมกสมูลเลอมิศเตอร์วิลเลียม ไปจัดตั้งไปรสนีย์ตามหัวเมืองในมณฑลลาวกาว คือเมืองเขมราฐ เมืองอุบล เมืองพิมูลมังษาหาร ด่านปากมูล
เมืองจำปาศักดิเก่า เมืองนครจำปาศักดิ เมืองเดชอุดม เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสระเกษ เมืองสังขะ เมืองสุรินทร์ เมืองสุวรรณภูมิ ไปต่อกับหัวเมืองในมณฑลลาวกลางมากรุงเทพฯ กำหนดเดินอาทิตย์ละครั้ง

หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ซึ่งเปนข้าหลวงเมืองสาลวัน แลเมืองคำทองใหญ่นั้นป่วยเปนไข้ป่าอาการถึงเสียจริต จึ่งโปรดให้กลับมารักษาตัวยังเมืองอุบล ครั้นมาถึงเมืองโขงเจียง หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ผูกคอถึงแก่กรรม

ส่วนเมืองสาลวันแลเมืองคำทองใหญ่นั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้โปรดให้ขุนจงรักษ์ราชกิจ ไปเปนข้าหลวงรักษาราชการต่อไป

วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ท้าวขัติยผู้รักษาเมืองเขมราฐ ป่วยเปนโรคท้องร่วงถึงแก่กรรม

วันที่ ๓ สิงหาคม ขุนมหาวิไชย ข้าหลวงเมืองสีทันดร เปนไข้จับถึงแก่กรรม

วันที่ ๒๖ สิงหาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการออกประทวนตั้งให้ผู้รักษาราชการเมืองพิน เปนพระยาเจริญศักดิสยามกิติ ให้ผู้รักษาเมืองตะโปนเปนพระยาอนุรักษ์สยามรัฐ ให้ผู้รักษาเมืองนอง เปนพระยาประเสริฐสัตย์สยามภักดิ

แลให้ท้าวขัติย ว่าที่ราชวงษ์เมืองกาฬสินธุ์

กันยายน โปรดให้นายร้อยตรีพรหม พระดุษฎีตุลกิจ (สง) นายสวนมหาดเล็ก(๑) เปนข้าหลวงข้าหลวงรักษาราชการ ณ เมืองสุวรรณภูมิ

แลให้หลวงพิพิธสุนทร (อิน) เปนข้าหลวงเมืองเชียงแตง

ให้ร้อยโทนายเล็ก ๑ พระสุจริตรัฐการี(๒) กรมการเมืองอุบล ๑ เปนข้าหลวงรักษาราชการเมืองร้อยเอ็ด

วันที่ ๓๑ ตุลาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงออกประกาศให้ราษฎรในมณฑลลาวกาวทำสารกรมธรรม์ต่างๆ ด้วยกระดาษพิมพ์หลวง ถ้าใครไม่ทำสารกรมธรรม์ด้วยกระดาษพิมพ์หลวงภายหลังวันออกประกาศนี้แล้ว ห้ามมิให้ข้าหลวงผู้ว่าราชการกรมการรับพิจารณา

วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน มองซิเออ มาซี ฝรั่งเศสมาจากเมืองหลวงพระบาง พักอยู่ดอนเบงเมืองสีทันดร เปนไข้ถึงเสียจริต เอาปืนยิงตนตาย

ธันวาคม มองซิเออ ดอมเร พ่อค้าฝรั่งเศสเมืองนครจำปาศักดิ นำเอาสินค้ามาจำหน่ายที่เมืองอุบล

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ให้พระพิศณุเทพ ข้าหลวงนครจำปาศักดิ แลเจ้าอุปราชนครจำปาศักดิ ราชวงษ์ผู้รักษาเมืองสีทันดร ท้าวสุทธิสารผู้รักษาเมืองมูลปาโมกข์ แลควาญช้าง คุมต้นไม้เงินทองเครื่องราชบรรณาการ แลช้างพลายเผือกของเมืองนครจำปาศักดิ แลช้างพลายสีประหลาดของเมืองสีทันดรมาถวาย ณ กรุงเทพฯ

ส่วนน่าที่ข้าหลวงนครจำปาศักดิ โปรดให้ถอนขุนวิชิตพลหาร ข้าหลวงเมืองเดชอุดม เมืองโดมประดิษฐ ไปเปนข้าหลวงนครจำปาศักดิ

แลให้หลวงเทพนเรนทร์ ไปเปนข้าหลวงเมืองเดชอุดม เมืองโดมประดิษฐ

พระพิศณุเทพ แลเจ้าอุปราชมาถึงกรุงเทพฯ ประจวบเวลาทรงพระประชวรจึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พักช้างสีประหลาดไว้ที่บ่อโพงกรุงเก่า ส่วนช้างเผือกนั้น เปนเผือกเอกได้เอาลงเพมาขึ้นโรงสมโภช ที่เกาะ (ช้างเผือก) ณ พระราชวังบางปอิน แต่ยังหาทันได้ขึ้นระวางไม่ ช้างนั้นล้มเสีย

แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกสยามชั้นที่ ๔ ภูษนาภรณ์ แลเสื้อเข้มขาบริ้วดี ๑ เงินเบี้ยเลี้ยง ๓ ชั่ง ๔ ตำลึง แก่เจ้าอุปราช

พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ แลเงินเบี้ยเลี้ยง ๑๑ ตำลึง เสื้ออัดตลัดดอกสเทิน ๑ แก่ราชวงษ์ว่าที่พระอภัยราชวงษา ผู้ว่าราชการเมืองสีทันดร

พระราชทานเงินเบี้ยเลี้ยง ๑๑ ตำลึง เสื้ออัดตลัดดอกสเทิน ๑ แก่ท้าวสิทธิสารผู้ว่าที่พระวงษาสุรเดช ผู้ว่าราชการเมืองมูลปาโมกข์

พระราชทานหีบถมตะทอง ๑ แหวนทองคำมรกฎ ๑ แหวนทองคำไข่ปลา ๒ เสื้ออัดตลัด ๑ เสื้อจีนเจา ๒ แพรเพลาะต่างสี ๕ ผ้าลายอย่าง ๔ ผ้าส่านวิลาศ ๒ ผ้าแดงน้ำมัน ๑ ผ้าขาว ๑ กระโถมทองเหลือง ๑ ขันน้ำมีฝาพานรองชุบเงิน ๑ สำรับ กานวนทองเหลือง ๑ ล่วมเยียระบับ ๑ เสื่ออ่อน ๑ หมอนอิง ๑ ที่นอน ๑ มุ้ง ๑ หีบหนังใหญ่ ๑ หีบหนังเล็ก ๑ ชามเข้ามีฝาพานรอง ๑ โต๊ะเท้าช้างคาว ๑ หวาน ๑ เหล่านี้แก่ขุนอาจหมอ นายหงส์ควาญ

แลพระราชทานเงินตรา ให้แก่ขุนอาจหมอ ๕ ชั่ง นายหงส์ควาญ ๓ ชั่ง แลนายมั่นหมอ ๒ ชั่ง นายตาควาญชั่ง ๑

แลพระราชทานเสื้อผ้าแก่ท้าวเพี้ยกรมการ นอกนี้ตามสมควร

แลโปรดเกล้าฯ ให้พระพิศณุเทพ รับราชการอยู่ ณ กรุงเทพฯ

มีนาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการ โปรดให้จมื่นวิไชยยุทธเดชาคนี (อิ่ม) (๑) เปนข้าหลวงตรวจจัดราชการเมืองมหาสารคาม แลสุวรรณภูมิ

แลโปรดให้ท้าวธรรมว่าที่ราชบุตรเมืองกมลาไศรย

แลทรงตั้งให้ท้าวสุวอ ว่าที่ราชบุตรเมืองสองคอนดอนดง

แลให้ราชบุตรเมืองอัตปือ เปนอุปฮาด ให้ท้าวสุริยมาตย์เปนราชวงษ์ ให้ท้าวสุรินทร์ชมภู เปนราชบุตรเมืองอัตปือ

แลโปรดให้ย้ายที่ว่าการเมืองชาณุมารมณฑลซึ่งไปตั้งอยู่ ณ บ้านกระดาน มาตั้งอยู่ ณ บ้านท่ายักขุให้ตรงตามกระแสตราพระราชสีห์ซึ่งโปรดเกล้าฯ นั้น

พระกันทรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองกันทรารมย์ ขึ้นเมืองสังขะ ถึงแก่กรรมหลวงสุนทรพิทักษ์ ผู้บตรได้รักษาราชการบ้านเมืองแทนต่อไป

ในปีนี้ เมืองรัตนบุรี กล่าวโทษเมืองสุรินทร์ ว่าแย่งชิงเขตรแดน มีท้องตราโปรดกล้าฯ ว่า เมื่อปีมเมีย จุลศักราช ๑๒๔๔ หลวงจินดานุรักษ์ บุตรพระศรีนครไชยเจ้าเมืองรัตนบุรีคนเก่า กับขุนหมื่นตัวไพร่ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านหนองสนมแขวงเมืองรัตนบุรี รวม ๕๐๐ คนเศษ ร้องสมัคไปขึ้นเมืองสุรินทร์ๆ ได้ร้องขอหักโอนคนเหล่านั้นตามท้องตราประกาศเดิม ซึ่งอนุญาตให้ได้อยู่ตามใจสมัคนั้น แลต่อมาเมืองสุรินทร์ไปขอตั้งบ้านหนองสนมเปนเมืองสนมขึ้นเมืองสุรินทร์ ได้มีตราถึงพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ซึ่งเปนข้าหลวงหัวเมืองลาวกาวอยู่ในเวลานั้นให้ไต่สวนแล้ว พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) จะได้ไต่สวนฤาประการใด ก็หาได้บอกมายังกรุงเทพฯ ไม่ การก็ติดอยู่เพียงนั้น แลบ้านหนองสนมก็ยังมิได้โปรดให้ยกขึ้นเมืองสินทร์ กับรัตนบุรีให้ตกลงกันต่อไป แลส่วนคนซึ่งอยู่ในเขตรบ้านหนองสนมเท่าใด ก็ให้เปนคนสังกัดขึ้นอยู่กับเมืองรัตนบุรีตามเดิม

------------------------------------------------

(๑) พระพิทักษ์นรากร – ท้าวสุริยวงษ์ ( บุญมี ) เจ้าเมืองวาปีประทุม เป็นน้องพระเจริญราชเดช ( ฮึง ) ท้าวมหาพรหมเป็นบุตรพระยาขัติยวงษา ( สีลัง ) น้องต่างมารดาของพระเจริญราชเดช ( ฮึง ) ที่กล่าวว่าท้าวมหาพรหมเป็นบุตรพระขัติยวงษานั้น คลาดเคลื่อน ความจริงเป็นบุตรของพระยาขัติยวงษา ( สีลัง )
(๒) บ้านนาเลาที่เป็นชื่อเดิมของเมืองวาปีประทุมนี้ มีผู้บอกว่าชื่อเต็มคือ บ้านนาเลาบึงบัว เมืองวาปีประทุมต่อมายุบเป็นอำเภอ ขึ้นจังหวัดมหาสารคาม
(๓) ท้าวสุริโย นามเดิมว่าเสือ บุตรท้าวโพธิราช ท้าวโพธิราชเป็นบุตรของพระพิชัยสุริยวงษ์ ( เจ้าโพนแพง ) ท้าวสุริโยหรือพระสุนทรพิพิธ เป็นผู้ตั้งเมืองโกสุมพิสัย เดี๋ยวนี้เป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม