ลานหรือไม้ลาน
เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในตระกูลปาล์ม
เป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ ที่ไม่ขึ้นแพร่หลายนัก
มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาและแถบเมดิเตอร์เรเนียน
ส่วนใหญ่จะชอบขึ้นอยู่ในที่มีอากาศชื้นเย็น
มีฝนตกมาก ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด
ในดินที่มีความชื้นสูง ดินมีการระบายน้ำได้ดี
ไม่ชอบน้ำขัง ต้นลานมีความคงทนต่อภัยธรรมชาติเป็นอย่างดี
ต้นเล็กถึงแม้จะถูกไฟไหม้ก็จะงอกขึ้นได้ในโอกาสต่อไป
เพราะรากของต้นลาน ฝังลงในดินลึกมาก
ต้นลานที่พบในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ
Corypha
lecomtei
1.Corypha
lecomtei
มีชื่อสามัญเรียกว่า
ลานป่า Lan pa ในธรรมชาติพบในประเทศเวียดนามและประเทศไทย
แต่ไม่ใหญ่เท่าชนิดที่ 3 ในเวียดนามและไทยนิยมนำมาใช้เขียนหรือจารึกอักษร
ลานชนิดนี้พบมากที่บ้านทับลาน
บ้านขุนศรี บ้านวังมืด ตำบลบุพราหมณ์
อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี
บ้านท่าฤทธิ์ ตำบลวังม่วง อำเภอมวกเหล็ก
จังหวัดสระบุรี บริเวณผานกเค้า
อำเภอผานกเค้า จังหวัดขอนแก่น
นอกจากนี้ยังพบ ทั่วไปบริเวณจังหวัดลพบุรี
, ตาก ,พิษณุโลก,นครปฐม ลานชนิดนี้มีอยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน
จัดว่าเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมของไทย

Corpha
utan
2.Corpha
utan
มีชื่อพ้องคือ Corypha
elata ชื่อสามัญเรียกว่า ลานพรุ
Lan phru หรือ ebang Palm ชอบขึ้นตามแนวชายฝั่งแม่น้ำหรือในพื้นที่ชุ่มน้ำมีการกระจายตั้งแต่อินเดียจนถึงฟิลิปปินส์
และทางตอนเหนือของออสเตรเลียในประเทศไทยพบมากในแถบภาคใต้เขตอำเภอเชียรใหญ่และอำเภอหัวไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอระโนด
จังหวัดสงขลาและตามเส้นทางจากจังหวัดกระบี่ถึงพังงา
ลานพรุมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลานชนิดอื่น
คือ ลำต้นสูงคล้ายต้นตาลขึ้นอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากตามที่ราบท้องทุ่ง
แม้พื้นที่น้ำท่วมขัง
3.
Corepha umbraculifera
เป็นปาล์มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
มีชื่อสามัญว่า ลานวัดหรือลานหมื่นเถิดเทิง
หรือ Fan palm, Lontar palm,
Talipotpalm ลานชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในศรีลังกาและอินเดีย
จนเป็นต้นไม้ประจำชาติของศรีลังกา
ประเทศไทยไม่พบในธรรมชาติ แต่มีการนำเอามาปลูกในภาคเหนือของประเทศไทย
Corepha
umbraculifera
ต้นลานจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง
ลำต้นตรงและแข็ง เนื้อไม้เป็นเส้นใย
ไม่มีกิ่ง มีแต่ก้านออกรอบลำต้นเป็นชั้น
ๆ มีหนามเป็นฟันเลื่อยสั้น ๆ
อยู่สองข้างริมขอบก้านใบ ใบยาวประมาณ
2-3 เมตร ใบใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปพัด
ค่อนข้างกลมคล้ายใบตาล บางทีเรียกปาล์มพัด
ความยาวของใบ 3-4 เมตร ความกว้างที่แผ่ออกไปประมาณ
4.5-6 เมตร ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่มีใบใหญ่ที่สุดในโลก
เป็นไม้ทิ้งใบตามธรรมชาติ วงจรชีวิต
ของต้นลานค่อนข้างพิเศษกว่าไม้ตระกูลอื่น
ๆ คือเมื่อต้นแก่ตั้งแต่อายุ
20-80 ปี ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอก
และผลนั่นหมายถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของต้นลานสิ้นสุดแล้ว
ต้นลานจะออกดอกเป็นช่อใหญ่คล้ายรูปปิรามิด
ตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกเป็นจำนวนล้าน
ๆ ดอก สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม
นับตั้งแต่เริ่มออกช่อดอกและบานกลายเป็น
ผลกินเวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป ผลมีลักษณะกลมรี
สีเขียว ผลหนึ่งมีเมล็ดเดียว
เมล็ดกลมสีดำ เนื้อในคล้ายลูกชิด
หรือลูกจาก รับประทานได้ เมื่อผลแก่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจะงอกเป็นต้นลานเล็ก
ๆ มากมาย เนื่องจากลานมีลำต้นเดียว
ไม่มีหน่อ ดังนั้นเมล็ดจากผลเท่านั้นเท่านั้นที่จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ได้
สามารถใช้เพาะขยายพันธุ์ แต่การเจริญเติบโตของต้นลานเป็นไปอย่างช้ามาก
ส่วนการย้ายปลูกกล้าไม้ลาน หาก
มีการกระทบกระเทือนทางราก กล้าไม้จะไม่รอดตาย
ประโยชน์ของต้นลาน

ลานถือได้ว่าเป็นไม้เศรษฐกิจประเภทหนึ่งของไทย
โดยอาศัยผลผลิตที่ได้จากต้นลาน
นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต
ทั้งด้านอุปโภคและบริโภค นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ส่วนต่าง ๆ ของต้นลานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้แก่
1.
ยอดลานอ่อน (ใบลานอ่อน)
เป็นที่จารึก หนังสือพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา
โดยการใช้เหล็กแหลมจารบนใบลานแล้วใช้ยางรักทา
เอาทรายลบยางรักจะแทรกในตัวหนังสือที่จารเป็นเส้นดำ
หรือจะใช้เขม่าไฟแทนก็ได้ เรียกหนังสือใบลานเหล่านี้ว่า
"คัมภีร์ใบลาน" นอกจากนี้
ยังนิยมนำมาพิมพ์เป็นการ์ด นามบัตร
ที่คั่นหนังสือต่าง ๆ ใช้จักสานทำผลิตภัณฑ์ของใช้
อาทิ เช่น หมวก งอบ พัด กระเป๋า
เสื่อ ภาชนะในครัวเรือน เครื่องประดับตกแต่งบ้าน
เช่น โมบายรูปสัตว์ ปลาตะเพียน
ฯลฯ ส่วนภาคใต้นำยอดลานพรุ มาฉีกเป็นใบ
สางออกเป็นเส้น ปั่นเป็นเส้นยาวคล้ายด้าย
นำไปทอเป็นแผ่น เรียกว่า ห่งอวนหรือหางอวน
ทำเป็นถุงรูปสามเหลี่ยมสำหรับไว้ต่อปลายอวน
ใช้เป็นถุงจับกุ้งและเคยสำหรับทำกะปิ
สานเป็นถุงใส่เกลือ วองใส่ยาเส้นและซองใส่แว่นตา
2.
ใบลานแก่ ใช้มุงหลังคาและทำผนังหรือฝาบ้าน
บางแห่งใช้ใบลานเผาไฟเป็นยาดับพิษอักเสบฟกช้ำบวมได้เป็นอย่างดี
ซึ่งเรียกทั่วไปว่า "ยามหานิล"
3.
ก้านใบ ใช้ทำโครงสร้าง
ไม้ขื่อ ไม้แป และผนัง บางแห่งใช้มัดสิ่งของแทนเชือกเหนียวมาก
ส่วนกระดูกลาน (ใกล้กับบริเวณหนามแหลม)
มีความแข็ง และเหนียวมากกว่าส่วนอื่นของก้านใบ
ใช้ทำคันกลดพระธุดงค์ นอกจากนี้ยังใช้ทำขอบภาชนะจักสานทั่วไป
เช่น ขอบกระด้ง ตะแกรง กระบุง
ตะกร้า เป็นต้น
4.
ลำต้น นำมาตัดเป็นท่อน
ๆ สำหรับนั่งเล่นหรือใช้ตกแต่งประดับสวน
ทำฟืนเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ภาคใต้บางแห่งใช้ทำครกและสาก
5.
ผล ลูกตาลอ่อนนำเนื้อในมารับประทานแบบลุกชิดหรือลูกจาก
ส่วนเปลือกรับประทานเป็นยาขับระบายดี
บางแห่งใช้ลูกลานทุบทั้งเปลือก
โยนลงน้ำทำให้ปลาเมา แต่ไม่ถึงตาย
สะดวกแก่การจับปลา

6.
ราก ใช้ฝนรับประทานแก้ร้อน
ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด เป็นต้น