เกี่ยวกับโครงการ
วัดมหาชัย
พระอริยานุวัตร (เขมจารี)
ลานเสวนา
ระบบฐานข้อมูลใบลาน
คณะผู้จัดทำ
กิจกรรม
ติดต่อสอบถาม
ประวัติ ดร.พระอริยานุวัตร (เขมจารีเถระ)
พระอริยานุวัตร ฉายา เขมจารี อายุ ๖๗ พรรษา ๔๖ นธ. เอก ปธ.๕ วัดมหาชัย ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาชัย

สถานเดิม ชื่อ อารีย์ นามสกุล โยธิมาตย์ เกิดวันที่ ๕ ฯ ๑๐ ค่ำ ปีเถาะ ปกติมาสตรงวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ กันยายน ๒๔๕๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. ตรียางค์ – นวางค์ ลัคนา สถิต ราศี กันย์ ภูมิปาโลฤกษ์ บิดาชื่อ นายหัด โยธิมาตย์ มารดาชื่อ นางต ู้ โยธิมาตย ์ คุ้มดอนบม หมู่ที่ ๕ เลขที่ ๑๐ ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม

ชีวิตตอนเป็นสามเณร
แต่ก่อนเรียนที่โรงเรียนประชาบาลตอนอายุได้ ๙ ปี ซึ่งพ่อป่วยหนักได้ตายจากไป
อายุ ๑๒ ปี เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๓ ในต้นปีกำลังเรียนพ่อตาคือพ่อใหญ่ อายุ ๑๐๐ ปีกว่าได้ ตายจากไป แม่จึงพูดว่า ไม่มีอะไรที่จะสนองคุณพ่อใหญ่ ขอให้ลูกอารีย์บวชจูงศพพ่อใหญ่ จึงได้รับปากว่ายินดีบวชจูงศพพ่อใหญ่ ญาติๆ ทุกคนเห็นพ้องดีใจทุกคนในการบวชจูงศพ หลังจากเสร็จสิ้นจากงานศพแล้วจะลาสิกขาบทแม่และญาติๆ ไม่อยากให้ลาสิกขาบท จำเป็นต้องอดทนครอง ผ้าเหลืองของพระพุทธเจ้าไปโรงเรียน กระดาษ สมุด ดินสอ หนังสือ ไปขอเงินจากแม่ไปซื้อแม่ยินดีให้ไม่ขัดข้อง เมื่อไปโรงเรียนแจ้งครูใหญ่ให้ทราบว่า “บวชแล้ว” เข้าห้องเรียนครูประจำชั้นเรียกชื่อ สามเณรอารีย์
เรียนคัมภีร์พุทธศาสนา
ต่อมาจึงลาออกจากโรงเรียนประชาบาลเพราะทางบ้านไม่มีเงินส่งเสีย จึงมีเวลาเรียนพระพุทธศาสนาอันมีอยู่ในใบลานซึ่งมีอยู่ตามวัด ใส่ตู้ไว้เป็นมัดๆ มีเป็น ๑๐ ตู้ในสมัยนั้น จึงได้ตั้งใจเรียน
อักษรขอม
อักษรธรรม (ไทยใหญ่)
อักษรลาว (ไทยน้อย)
อักษรกาพย์
อักษรเจือง
อักษรสร้อย
เลขหางหมา คือ หางเลข

อุปสมบทเป็นพระ
เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๗๘ อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโสมนัสประดิษฐ์ ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม คณะสงฆ์ ๒๕ รูป เป็นคณะปูรกะ
พระครูวาปีคณานุรักษ์ (พิน) วัดโสมนัสประดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระใบฎีกาชุย วัดสุวรรณพัตร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระสมุห์เสาร์ วัดสุวรรณพัตร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พระสมุห์เคน วัดโสมนัสประดิษฐ์ เป็นพระโอวาทถาจารย์
จบกรรมวาจา – อนุสาวนา เวลา ๑๑.๓๐ น. พอดีสมบูรณ์ตามพระวินัย
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระอุปัชฌาย์ตั้งชื่อฉายา เขมจารี หมายความเป็นผู้ประพฤติอันเกษม จึงไปลาญาติพี่น้องและโยมแม่ประสงค์ไปเรียนหนังสือกรุงเทพฯ ญาติพี่น้องทุกคนเห็นดีด้วย โยมแม่พูดเป็นคติธรรมพื้นบ้านว่า
มีเงินทองเต็มภาช์
บ่ท่อ มีผญาเต็มพุง
เมื่อบวชเพียง ๗ วันเท่านั้น จึงไปลาหลวงปู่อุปัชฌาย์ขอไปเรียนต่อกรุงเทพฯ เมืองหลวง

วิทยฐานะ
พ.ศ. ๒๔๗๒ สอบชั้นประถมปีที่ ๓ ได้ในโรงเรียนประชาบาลประจำอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
พ.ศ. ๒๔๗๔ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี วัดโสมนัสประดิษฐ์
พ.ศ. ๒๔๗๖ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท วัดโสมนัสประดิษฐ์
พ.ศ. ๒๔๗๘ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดสามพระยา พระนคร
พ.ศ. ๒๔๗๙ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค สำนักเรียนวัดสามพระยา พระนคร
พ.ศ. ๒๔๘๑ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคสำนักเรียนวัดสามพระยา พระนคร
พ.ศ. ๒๔๘๓ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค สำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร พระนคร
สำนักเรียนวัดอัมพวัน เป็นเพียงสำนักเรียนสาขาของสำนักเรียนใหญ่ เพียงเจ้าอาวาสจัดให้มีการศึกษาปริยัติธรรมขึ้นในวัดเท่านั้น ญาติโยมผู้อุปการะวัดมีน้อย แต่ท่านพระครูพิสิฐวิริยคุณ สร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้ญาติโยมขึ้นมาก ทำวัตร – สวดมนต์เช้า – เย็น ลงปาติโมกข์ เป็นต้น กติกาของวัดวางระเบียบไว้ดี พระมหาเปรียญหลายรูปมีประโยคสูงถึง ๗ ประโยค แต่ลาสึกไปมากเหมือนกัน เป็นที่รับยกย่องจากเจ้าคณะแขวงเสมอว่า เจ้าอาวาสเอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียนพระเณรในวัดดี เมื่อศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น ท่านเจ้าอาวาสได้แต่งตั้งให้เป็นครูสอนปริยัติธรรม ตั้งแต่สอบได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค เป็นต้นมา มีครูสอนด้วย ๑๐ กว่ารูป
เจ้าสำนักวัดท่านได้ขอร้องนายพรม เปรียญ ๕ ประโยค (อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาประโคน ธนบุรี เป็นพระญาณสมโพธิ) ลาสิกขาบทเป็นครูสอนเปรียญ ๔ – ๕ ประโยค วัดอัมพวัน เมื่อเรียนเปรียญ ๔ – ๕ เข้าแปลงมงคลทีปนีเปรียญ ๕ แปลตติยสาปนต์ ซึ่งนายพรมเป็นผู้สอนเวลาบ่ายทุกวันในวันพรรษา แต่เมื่อออกพรรษาแล้วไปเรียนที่วัดสามพระยาบ้าง ที่วัดมหาธาตุบ้าง เข้าสอบเปรียญ ๔ ปีแรกสอบตก ปีที่ ๒ จึงสอบได้ เหตุที่สอบตกเพราะมีภาระเป็นครูสอนจึงหาโอกาสที่จะช่วยตัวเองได้น้อย
พ.ศ. ๒๔๘๔ เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคามขาดครูสอนปริยัติธรรมในสำนักเรียนท่านได้ขอร้องให้ คุณแม่แก้ว อัตถากร, คุณแม่ดวงคำ ธนสีลังกูร, นายอดุลย์ ภวภูตานนท์ฯ, คุณนายอุบล ภาภูตานนท ์ ซึ่งเป็นลูกหลานเจ้าเมืองมหาสารคามไปอาราธนาให้ขึ้นมาอยู่ที่วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อช่วยการคณะในจังหวัดมหาสารคาม เพื่อช่วยการคณะในจังหวัดมหาสารคาม ไม่ยอมรับนิมนต์ เพราะประสงค์จะเรียนเปรียญ ๖ เพื่อให้สอบไล่ได้ แต่ปีนี้สอบตก
พ.ศ. ๒๔๘๕ คณะลูกหลานเจ้าเมืองดังกล่าว ได้ลงไปกรุงเทพฯ พร้อมกันไปนิมนต์อีก เป็นครั้งที่ ๒ และได้อ้างความขัดข้องเช่นเดียวกัน คือประสงค์จะเรียนให้สอบเปรียญ ๖ ให้ได้ เสียใจที่สอบตกปีแรก ในปีนี้ไม่ค่อยสบาย ป่วยกระเสาะกระแสะตลอดปี ไม่ค่อยจะได้ไปโรงเรียนจึงเป็นเหตุให้สอบตกอีก
พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะญาติโยมทั้ง ๔ ท่านนั้น ยังไม่วายที่จะให้ขึ้นไปอยู่กับเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม จึงพร้อมกันลงไปนิมนต์เป็นครั้งที่ ๓ ยังไม่ทอดอาลัยไปอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนเล่า ทั้งไปเรียนขอร้องท่านเจ้าอาวาสวัดอัมพวันให้ช่วยนิมนต์อีกแรงหนึ่ง โดยขอขึ้นไปช่วยกิจการคณะจังหวัดมหาสารคาม เจ้าอาวาสท่านได้พูดปรับความเข้าใจเป็นพิเศษ หลายครั้งหลายหนซึ่งพูดด้วยความเห็นใจทุกประการ แต่ยังไม่รับปากนิมนต์อะไรทั้งนั้นเพราะมุ่งการเรียน หากขึ้นไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วมีการเรียนย่อมเสียเป็นแน่ ทั้งปูนวัยพรรษายังน้อย กำลังฝักใฝ่ต่อการเรียนไม่นานวันเท่าใดนัก คณะลูกหลานเจ้าเมืองมหาสารคามลงไปนิมนต์อีก ท่านเจ้าอาวาสใช้ให้พระไปนิมนต์มาพูดกันให้เป็นที่ตกลง พอมาไหว้เจ้าอาวาสท่านขอร้องให้ขึ้นไปทำกิจพระศาสนา แม้พระเถระผู้ใหญ่หลายองค์ซึ่งประชุมนั่งอยู่นั้น พร้อมกันขอร้องเป็นเสียงเดียวกัน จึงเห็นว่าที่ได้ลงไปนิมนต์ ๓ ครั้งนี้ ผู้ประสงค์จะให้ขึ้นไปอยู่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมยังมีความอาลัย จึงตกลงรับขันนิมนต์ญาติโยม