กาลเวลาของชาวอีสานในอดีต
โดย สมัย วรรณอุดร

************************************

      ชาวอีสาน เป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมอันเก่าแก่และสวยงามที่เรียกว่า กลุ่มชนวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง หรือกลุ่มชนวัฒนธรรมไทย-ลาว ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วน
หนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง เป็นกลุ่มชนที่มีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ดั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรม การเรียกชื่อเวลาหรือนับกาลเวลา คือการนับปี นับเดือน นับวัน และนับยาม ก็เป็นวัฒนธรรมอันโดดเด่นอย่างหนึ่งของชาวอีสานในอดีต ซึ่งมีการเรียกชื่อแตกต่างจาก ภาคกลางโดยสิ้นเชิง
แต่มีความเหมือนกัน หรือคล้ายกันกับภาคเหนือของไทยเพราะเป็นกลุ่มชนที่รับสืบทอดวัฒนธรรมร่วมกัน จากการที่นักปราชญ์หลาย ท่านได้ศึกษาด้านศิลาจารึกและ
เอกสารโบราณทำให้ทราบว่า ในเอกสารโบราณทั้งศิลาจารึกและเอกสารใบลาน หรือแม้กระทั่งสมุดข่อยนั้น ภาคอีสานเป็นภาคเดียวของไทยที่ใช้วิธีการนับแบบเดียว คือแบบหนไทย ส่วนภาคเหนือซึ่ง มีการสืบวัฒนธรรมร่วมกันยังปรากฏว่าการใช้ปีนักษัตรแบบเขมร ซึ่งเรียกว่าปีเม็งอยู่ ดังปรากฏในศิลาจารึกสมัยราชวงศ์มังราย
ซึ่งเหมือนกันกับศิลาจารึกในสมัยสุโขทัย ส่วนในสมัยอยุธยาใช้ปีนักษัตรแบบขอมอย่างเดียว ซึ่งหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าภาคอีสานในอดีตที่อยู่ภายใต้
้อาณาจักรล้านช้างนั้นยึดมั่นในปีนักษัตรแบบปีหนไทย ไม่ปรากฏการใช้ปีนักษัตรแบบขอมเลย แต่จะปรากฏการใช้ในยุคที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของภาคกลางหรือกรุงเทพฯ ในระยะหลังๆ ส่วนศักราชจะใช้ จุลศักราชโดยเขียนว่า สังกราช หรือสังกราสราชา เป็นส่วนมาก ส่วนวัน เดือน ก็มีการใช้ที่เหมือนหรือคล้ายและแตกต่างกับภาคอื่นๆ ดังจะกล่าวถึงและเปรียบเทียบให้เห็นตามลำดับต่อไป

       ปีนักษัตรคือการนับปีหนึ่งๆ ในรอบ ๑๒ ปี โดยมีการกำหนดสัตว์ประจำปีนักษัตรนั้นๆ ได้แก่ หนู วัว เสือ กระต่าย งูใหญ่ งูเล็ก ม้า แพะ ลิง ไก่ หมา หมู ตามลำดับ ซึ่งการนับปีนักษัตรในไทยนั้นมี ๒ แบบคือ
๑. แบบปีหนไทย ซึ่งภาคอีสานและภาคเหนือนิยมใช้ในสมัยก่อน คือการนับปีนักษัตรว่า ไจ้ เป้า ยี่ เหม้า สี ไส้ ซะง้า มด/เม็ด สัน เร้า/เฮ้า เส็ด ไค้/ไก๊
๒. แบบขอม หรือภาคเหนือเรียก ปีเม็ง ซึ่งภาคกลางนิยมใช้ คือการนับปีนักษัตรว่า ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน

การนับศก
       
การนับศกของชาวอีสานโบราณนั้นเหมือนกันกับภาคเหนือ แต่แตกต่างกันกับภาคกลาง แต่มี ๑๐ ศกเหมือนกันและสามารถเปรียบเทียบกันได้ และในเอกสารโบราณอีสานในระยะหลังๆ มีการใช้ศกแบบภาคกลางมาก ดังการบอกศักราชของจารึกวัดแดนเมือง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พ.ศ. ๒๐๗๓ ว่า “ ๘๙๒ วัดแดนเมืองปลูกปีกดยี่ (ปีขาล โทศก) เดือน ห้าออกสิบค่ำ ” และจารึกวัดมหาผล ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. ๒๔๐๓ ว่า “ จุลสังกราชได้ ๑๒๒๒ ตัว ปีวอก โทศก (ปีกดสัน) ” เป็นต้น

เปรียบเทียบศกของอีสาน(และเหนือ) กับภาคกลางและภาคอื่นๆ

ศก

กาบ

ดับ/รับ

รวาย

เมิง

เปิก

กัด

กด

รวง

เต่า

กา

อีสาน/เหนือ

เอกศก

โทศก

ตรีศก

จัตวาศก

เบญจศก

ฉศก

สัปตศก

อัฏฐศก

นพศก

สัมฤทธิศก

กลาง/อื่นๆ

หมายเหตุ

๑ .ชื่อศกข้างบนนี้ใช้เรียกตัวเลขสุดท้ายของจุลศักราชซึ่งปรากฏในเอกสารโบราณทั้งฝ่ายอีสาน(และเหนือ)และภาคกลาง เช่น จุลศักราช ๑๓๖๙ (พ.ศ. ๒๕๕๐) นพศก จุลศักราช ๑๒๑๐ (พ.ศ. ๒๓๙๑) สัมฤทธิศก เป็นต้น
๒. วิธีนับศกของไทยฝ่ายอีสาน (และเหนือ)และภาคกลาง แตกต่างกัน หรือฝ่ายอีสาน(และเหนือ)น้อยกว่าภาคกลาง ๕ ปี ดังนี้
กัด (เอกศก) ของไทยฝ่ายอีสาน (และเหนือ) ตรงกับ ฉศก ของไทยภาคกลาง เช่น ปีกัดไจ้ เป็น ปีชวด ฉศก ของภาคกลาง แต่เป็นปีชวด เอกศกของภาคอีสาน
กาบ (ฉศก) ของไทยฝ่ายอีสาน (และเหนือ) ตรงกับ เอกศกของไทยภาคกลาง เช่น ปีกาบไจ้ เป็น ปีชวด เอกศก ของภาคกลาง แต่เป็นปีชวด ฉศกของภาคอีสาน

เปรียบเทียบปีของอีสาน(และเหนือ) กับภาคกลางและภาคอื่นๆ

ไจ้

เป้า

ยี่

เหม้า

สี

ไส้

ซะง้า

มด/เม็ด

สัน

เร้า/เฮ้า

เส็ด

ไค้/ไก๊

อีสาน/เหนือ

ชวด

ฉลู

ขาล

เถาะ

มะโรง

มะเส็ง

มะเมีย

มะแม

วอก

ระกา

จอ

กุน

กลาง/อื่นๆ

การนับปี

         การนับปีของภาคอีสานนั้น ใช้วิธีการนับตามระบบปฏิทินแบบปีหนไทย ใน ๑ รอบมี ๖๐ ปี จะใช้ระบบปีศกเป็นแม่มื้อ ๑๐ คือ กาบ – กา และใช้ปีนักษัตรเป็นลูกมื้อ ๑๒ คือ ไจ้ – ไค้ ในการคำนวณโดยให้เรียกแม่มื้อคู่กับลูกมื้อไปตามลำดับ เช่น กาบไจ้ รับเป้า รวายยี่ ไปตามลำดับจนครบ ๕ รอบ จะไปสิ้นสุดที่ กาไค้ แล้วจึงขึ้นรอบใหม่ ดังตารางต่อไปนี้

กาบไจ้ (๑)

ดับเป้า (๒)

รวายยี่ (๓)

เมิงเหม้า (๔)

เปิกสี (๕)

กัดไส้ (๖)

กดซะง้า (๗)

รวงมด (๘)

เต่าสัน (๙)

กาเร้า (๑๐)

กาบเส็ด (๑๑)

ดับไค้ (๑๒)

รวายไจ้ (๑๓)

เมิงเป้า (๑๔)

เปิกยี่ (๑๕)

กัดเหม้า (๑๖)

กดสี (๑๗)

รวงไส้ (๑๘)

เต่าซะง้า (๑๙)

กามด (๒๐)

กาบสัน(๒๑)

ดับเร้า (๒๒)

รวายเส็ด (๒๓)

เมิงไค้ (๒๔)

เปิกไจ้ (๒๕)

กัดเป้า (๒๖)

กดยี่ (๒๗)

รวงเหม้า (๒๘)

เต่าสี (๒๙)

กาไส้ (๓๐)

กาบซะง้า (๓๑)

ดับมด (๓๒)

รวายสัน (๓๓)

เมิงเร้า (๓๔)

เปิกเส็ด (๓๕)

กัดไค้ (๓๖)

กดไจ้ (๓๗)

รวงเป้า (๓๘)

เต่ายี่ (๓๙)

กาเหม้า (๔๐)

กาบสี (๔๑)

ดับไส้ (๔๒)

รวายซะง้า (๔๓)

เมิงมด (๔๔)

เปิกสัน (๔๕)

กัดเร้า (๔๖)

กดเส็ด (๔๗)

รวงไค้ (๔๘)

เต่าไจ้ (๔๙)

กาเป้า (๕๐)

กาบยี่ (๕๑)

ดับเหม้า (๕๒)

รวายสี (๕๓)

เมิงไส้ (๕๔)

เปิกซะง้า (๕๕)

กัดมด (๕๖)

กดสัน (๕๗)

รวงเร้า (๕๘)

เต่าเส็ด (๕๙)

กาไค้ (๖๐)

ตัวอย่าง

พุทธศักราช

จุลศักราช

ปีหนไทย (เหนือ,อีสาน)

ปีขอม (ภาคกลาง)

๒๕๔๗

๑๓๖๖

กาบสัน

ปีวอก ฉศก

๒๕๔๘

๑๓๖๗

ดับเร้า

ปีระกา สัปตศก

๒๕๔๙

๑๓๖๘

รวายเส็ด

ปีจอ อัฏฐศก

๒๕๕๐

๑๓๖๙

เมิงไค้

ปีกุน นพศก

๒๕๕๑

๑๓๗๐

เปิกไจ้

ปีชวด สัมฤทธิศก

หมายเหตุ วิธีหาปีจุลศักราช ให้เอาปีพุทธศักราชตั้ง ลบด้วย 1181

การนับเดือน

         การนับเดือนในระบบปีหนไทยนั้นใช้นับตามระบบจันทรคติเหมือนกับระบบขอม (ภาคกลาง) โดยแบ่ง ๑ ปีมี ๑๒ เดือน แต่คำเรียกชื่อเดือนที่ ๑ ของภาคอีสานและเหนือแตกต่างจากภาคกลาง คือ ภาคอีสานและเหนือเรียก “ เดือนเจียง ” ส่วนภาคกลางเรียก “ เดือนอ้าย ” และการนับเดือนของภาคเหนือเร็วกว่าอีสานและภาคกลาง ๒ เดือนคือเดือนเจียงของภาคเหนือตรงกับเดือน ๓ ของภาคอีสานและเหนือ ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานและสาเหตุที่คลาดเคลื่อน ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้

เปรียบเทียบเดือนของอีสาน(และเหนือ) กับภาคกลางและภาคอื่นๆ

๑๐

๑๑

๑๒

เดือน

เจียง

ยี่

สาม

สี่

ห้า

หก

เจ็ด

แปด

เก้า

สิบ

สิบเอ็ด

สิบสอง

เหนือ

อ้าย

ยี่

สาม

สี่

ห้า

หก

เจ็ด

แปด

เก้า

สิบ

สิบเอ็ด

สิบสอง

กลาง

มิคสิรมาส

ผุสสมาส

มาฆมาส

ผัคคุณมาส

จิตตมาส

วิสาขมาส

เชฏฐมาส

อาสาฬหมาส

สาวนมาส

ภัทรมาส/โปฏฐมาส

อัสสยุชมาส

กัตติกมาส

โหราศาสตร์

การนับวัน
การนับวันในภาคอีสานนั้นมีใช้ ๓ แบบด้วยกัน คือ
๑. นับแบบสัปตวาร หรือแบบภาคกลาง (ระบบขอม) ได้แก่การนับ ๗ วันเป็น ๑ รอบคือ
วันอาทิตย์ หรือใช้เลข ๑ แทน
วันจันทร์ หรือใช้เลข ๒ แทน
วันอังคาร หรือใช้เลข ๓ แทน
วันพุธ หรือใช้เลข ๔ แทน
วันพฤหัสบดี หรือใช้เลข ๕ แทน
วันศุกร์ หรือใช้เลข ๖ แทน
วันเสาร์ หรือใช้เลข ๗ แทน
๒. นับแบบจันทรคติ คือนับข้างขึ้น ข้างแรม เหมือนภาคกลาง โดยแบ่งเป็นข้างขึ้นและข้างแรม ดังนี้
ข้างขึ้น ๑๕ วัน ตั้งแต่ ขึ้น ๑ ค่ำ หรือออกใหม่ ค่ำ ๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือวันเพ็ง
ข้างแรม ๑๕ วัน สำหรับเดือนคู่ ตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๕ ค่ำ
ข้างแรม ๑๔ วัน สำหรับเดือนคี่ ตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๔ ค่ำ
๓. นับแบบปีหนไทย คือนับวันแม่มื้อคู่กับวันลูกมื้อเช่นเดียวกันกับชื่อปีในรอบ ๖๐ ปี เช่น วันกาบไจ้ วันดับเป้า ไปจนถึงวันที่ ๖๐ คือวัน กาไค้ แล้วนับรอบใหม่
ในเอกสารโบราณทั้งในจารึกและคัมภีร์ใบลานหรือเอกสารอื่นๆ บางครั้งใช้ร่วมกันทั้ง ๒ อย่างหรือทั้ง ๓ อย่างก็มี

การนับยาม

         การนับยามในภาคอีสานนั้นแตกต่างจากภาคกลางโดยสิ้นเชิง ภาคกลางนั้นเรียกชื่อฤกษ์แทน ส่วนภาคเหนือเรียกชื่อยามคล้ายกัน ซึ่งภาคอีสานแบ่งยามหรือช่วงเวลาใน ๑ วัน (๒๔ ชั่วโมง) ออกเป็น ๑๖ ยาม โดยแบ่งเป็นกลางวัน ๘ ยาม และกลางคืน ๘ ยาม โดยระยะเวลาห่างกันช่วงละ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที และมีชื่อเรียกต่างกันดังนี้

กลางวัน

กลางคืน

ชื่อยาม

เวลา

ชื่อยาม

เวลา

ยามตุดตั้ง

๐๖.๐๐ - ๐๗.๓๐ น.

ยามตุดตั้ง

๑๘.๐๐ - ๑๙.๓๐ น.

ยามงาย

๐๗.๓๐ - ๐๙.๐๐ น.

ยามเดิก

๑๙.๓๐ - ๒๑.๐๐ น.

ยามแถใกล้เที่ยง

๐๙.๐๐ - ๑๐.๓๐ น.

ยามแถใกล้เที่ยง

๒๑.๐๐ - ๒๒.๓๐ น.

ยามเที่ยง

๑๐.๓๐ - ๑๒.๐๐ น.

ยามเที่ยงคืน

๒๒.๓๐ - ๒๔.๐๐ น.

ยามตุดซ้าย

๑๒.๐๐ - ๑๓.๓๐ น.

ยามตุดซ้าย

๒๔.๐๐ - ๐๑.๓๐ น.

ยามแลง (กลองแลง)

๑๓.๓๐ - ๑๕.๐๐ น.

ยามเข้า (เค้า)

๐๑.๓๐ - ๐๓.๐๐ น.

ยามแถใกล้ค่ำ

๑๕.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.

ยามแถใกล้ฮุ่ง

๐๓.๐๐ - ๐๔.๓๐ น.

ยามพาดลั่นค่ำ (ยามค่ำ)

๑๖.๓๐ - ๑๘.๐๐ น.

ยามพาดลั่นฮุ่ง (ยามฮุ่ง)

๐๔.๓๐ - ๐๖.๐๐ น.

ชาวอีสานนอกจากจะยึดถือยามในเวลากลางคืน ๘ ยามนี้แล้ว ยังนับยามหรือช่วงเวลาตามเสียงไก่ขันในแต่ละคืนอีกด้วย ซึ่งในคืนหนึ่งๆ ไก่จะขัน ๓ ช่วงเวลา และชาวอีสานก็เรียกชื่อยามตามช่วงเวลาตามที่ไก่ขันนั้น ได้แก่
๑. ยามไก่ขันกก คือไก่ขันครั้งแรก ในช่วงเวลายามตุดซ้ายและยามเข้าหรือยามเค้า
๒. ยามไก่ขันชั้น หรือไก่ขันท้า คือ ไก่ขันครั้งที่ ๒ ในช่วงเวลายามแถใกล้ฮุ่ง
๓. ยามไก่ขันฮวย คือ ไก่ขันครั้งที่ ๓ (จะขันถี่)ในช่วงเวลายามพาดลั่นฮุ่ง หรือยามฮุ่ง

            จะเห็นได้ว่า การนับกาลเวลาของชาวอีสานในอดีตนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจยิ่ง แต่ในปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมนี้
ได้ถูกลืมเลือนไปกับกาลเวลาและวัฒนธรรมภาคกลางอันสืบเนื่องมาจากระบบการศึกษาและการปกครอง ทำให้ระบบการนับกาลเวลาของ ชาวอีสานเหล่านี้มี
คนรู้จักน้อยเต็มที (ส่วนมากจะเหลือเพียงคนเฒ่าคนแก่ตามชนบทเท่านั้น) ปัจจุบันที่ยังคงเหลือปรากฏอยู่เพียงแค่การนับเดือนเท่านั้นที่ยังคงใช้อยู่เพราะ
เดือนมีความเหมือนกันกับภาคกลาง แต่ถึงกระนั้นก็ตามคำว่า เดือนเจียง ก็มีคนรู้จักน้อยเต็มที แต่กลับไปรู้จัก เดือนอ้าย ของภาคกลางแทน และชาวอีสานก็เข้าใจว่า เดือนอ้ายเป็นชื่อเรียกเดือนที่ ๑ ของตนเองอีกต่างหาก นับว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องทำใจ วัฒนธรรมไหนที่ได้รับการยอมรับว่าเจริญและทันสมัย วัฒนธรรมนั้นย่อมมีอิทธิพลมาก ส่วนวัฒนธรรมอันเก่าล้าหลังก็ต้องถูกลืมเลือนไปตามวันวานและกาลเวลา

เอกสารอ้างอิง

ธวัช ปุณโณทก. ศิลาจารึกอีสานสมัยไทยลาว : ศึกษาทางด้านอักขรวิทยาและประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง , ๒๕๓๐.

คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์.ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓. พระนคร :คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี , ๒๕๐๘.

ปรีชา พิณทอง. สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ. อุบลราชธานี : โรงพิมพ์ศิริธรรม, ๒๕๓๒.

ประเสริฐ ณ นคร. สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑.

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย.สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน เล่ม ๘ กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ , ๒๕๔๒.