ตัวอักษรไทยน้อย
HOME
เกี่ยวกับโครงการ
บุคลากร
งานวิจัย
สมุดเยี่ยม
ฐานข้อมูล
เรียนอักษรไทยน้อย
อักขรวิธี
พยัญชนะ
สระ
ตัวสะกด
วรรณยุกต์/เครื่องหมาย
ตัวเลข
วิธีประสมอักษร
การแจกวิธีประสมอักษร
หลัการเขียนพยัญชนะ
หลัการเขียนสระ
แบบฝึกอ่านจากใบลาน
แบบฝึกอ่านจากสมุดข่อย

Link acrobat

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความเป็นมาของอักษรไทยน้อย

           อักษรไทยน้อย เป็นอักษรสกุลไทย เพราะมีรูปสัณฐานตัวอักษรและอักขรวิธีเหมือนอักขรวิธีอักษรไทย แม้จะมีอักขรวิธีอักษรธรรมเข้ามาปะปนบ้างเป็นอักษรที่ใช้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาวที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่น้ำ
โขง กล่าวคือทั้งอาณาจักรล้านช้าง
(...ลาว)และภาคอีสานของไทยบางส่วน โดยมีศูนย์กลางวัฒนธรรม
อยู่ที่เมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์ โดยใช้ตัวอักษรไทยน้อยเป็นอักษรทางราชการที่จดบันทึก
เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นคดีโลก เช่น หนังสือราชการ
(ใบบอกหรือลายจุ้ม) กฎหมาย วรรณกรรมนิทาน เป็นต้น 
ส่วน
คดีธรรมหรือเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา เช่น พระธรรมคัมภีร์ ชาดก คาถาอาคม เป็นต้น จะใช้อักษรธรรม
ในการบันทึก เพราะถือว่าเป็นตัวอักษรที่ศักดิ์สิทธ
ิ์

          จากการศึกษาด้านจารึกประกอบกับหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของนักอักขรวิทยา พบว่าอักษร
ไทยน้อยได้พัฒนามาจากอักษรไทยสมัยพระยาลิไท แห่งสุโขทัย
(..๑๘๙๐-๑๘๑๑) ดังจะเห็นได้จากจารึก
ลายเขียนสีที่ผนังถ้ำนางอัน เมืองหลวงพระบาง
(ไม่บอกศักราช) หรือศิลาจารึกพระธาตุร้างบ้านแร่
อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร
(.. ๑๘๙๓ซึ่งเป็นจารึกในระยะแรกๆ มีรูปแบบตัวอักษรและอักขรวิธี
เหมือนกับตัวอักษรของพระยาลิไท  ระยะหลังจาก พ
..๒๐๐๐ เป็นต้นมาพบว่า ศิลาจารึกในภาคอีสานจำนวน
มากที่เขียนด้วยอักษรไทยน้อยได้คลี่คลายรูปแบบสัณฐานไปจากอักษรไทยสมัยพระยาลิไท แต่กลับไปมีรูปแบบ
สัณฐานคล้ายกับอักษรฝักขามของอาณาจักรล้านนามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า อาณาจักรล้านช้างมีความ
ใกล้ชิดกับอาณาจักรล้านนาและสืบทอดวัฒนธรรมมาจากอาณาจักรล้านนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา เช่น
สมัยพระเจ้าวิชุลราชที่ได้ฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเถรวาทจากเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้าโพธิสาลราช
พระโอรสของพระเจ้าวิชุลราชก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเมืองเชียงใหม่และได้ขอพระเถระจากเชียงใหม่ คือ
พระเทพมงคลกับบริวาร
พร้อมทั้งพระธรรมคัมภีร์ ๖๐ คัมภีร์ไปเผยแผ่ที่อาณาจักรล้านช้างด้วย และในสมัย
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชพระโอรสของพระเจ้าโพธิสาลราช ได้เสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่ง
(..
๒๐๙๑
- ๒๐๙๓) เมื่อ
พระเจ้าโพธิสาลราชสวรรคตก็ได้กลับไปครองอาณาจักรล้านช้าง พร้อมทั้งได้นำเอา
พระพุทธรูปและพระธรรมคัมภีร์ ตลอดถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิตและช่างฝีมือกลับไปด้วย จึงเป็นไปได้ว่า
อักษรฝักขามของล้านนาจึงเข้ามามีอิทธิพลต่ออักษรไทยน้อยซึ่งอักษรฝักขามนั้นก็ได้คลี่คลายหรือพัฒนามา
จากอักษรไทยสุโขทัยสมัยพระยาลิไทเหมือนกัน ฉะนั้นการแพร่กระจายของอักษรสุโขทัยเข้าสู่ดินแดนอาณาจักร
ล้านช้างหรือชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงนั้นสรุปจากที่ศาสตาจารย์ธวัช ปุณโณทก
[๑]
ได้กล่าวสรุปไว้ ๒ ระยะด้วยกัน
ดังนี้

          . ระยะแรกของการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำโขงโดยตรง

                   .๑ เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์พบว่า อาณาจักร
สุโขทัยได้ติดต่อกับดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในฐานะที่เป็นรัฐไทยด้วยกัน เช่น
ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวถึงดินแดนอาณาจักรสุโขทัยและชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงหลายครั้งในศิลาจารึก
ของพ่อขุนรามคำแหง
(หลักที่ ๑)
เช่น

                     - “…ทั้งมาลาวกาวและไทย เมืองใต้หล้าฟ้า…ไทยชาวอูชาวของมาออก”

                     - “…เท่าฝั่งของถึงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว…”

                   ในสมัยพระยาลิไท ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงได้มีผู้นำชุมชนรวบรวมเป็นรัฐเอกราชชื่อว่า
พระเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงสืบต่อมา ส่วนพระยาลิไทเองก็ยอมรับ
ความเป็นเอกราชของพระเจ้าฟ้างุ้มดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๘
(เขาสุมนกูฏ)ว่า

                   “…เบื้องตะวันออก…เถิงของพระญาท้าวฟางอม…”

                   จากข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าพระยาลิไทนั้นทรงยอมรับความเป็นรัฐที่อยู่ในการปกครอง
ของพระเจ้าฟ้าง้อม
(ฟ้างุ้ม)ว่าเป็นรัฐอิสระหรือเป็นรัฐเอกราช

                   ในตำนานมูลศาสนาซึ่งเป็นตำนานการเผยแผ่ศาสนา ได้กล่าวถึงพระภิกษุเมืองสุโขทัย ๘ รูป
ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำนักพระอุทุมพรมหาสวามีแห่งเมืองพัน
(ลัทธิลังกาวงศ์แบบรามัญ)ซึ่งเป็น
พระพุทธศาสนาที่ฟื้นฟูขึ้นในรัชสมัยพระยาลิไท ครั้นกลับมาถึงสุโขทัยแล้วต่างแยกย้ายกันไปเผยแผ่
พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์แบบรามัญในรัฐที่เป็นชนชาติไทย โดยได้กล่าวถึงพระสุวรรณคีรีเถระไปเผยแผ่
พุทธศาสนาที่หลวงพระบางว่า

                   “…เจ้าสุวัณณคีรีเอาศาสนาไปประดิษฐานในเมืองชะวา(ชื่อเดิมของเมืองหลวงพระบาง)…”

                   .๒ เหตุผลทางด้านรูปแบบตัวอักษร พระสุวรรณคีรีเถระที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่
เมืองหลวงพระบาง ก็คงจะนำเอาตัวอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทไปใช้บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา
เช่นเดียวกันซึ่งเป็นการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยเข้าสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงด้วย เช่น จารึกลายเขียนสีที่ผนังถ้ำ
นางอัน
(ห่างจากเมืองหลวงพระบางไปทางทิศตะวันตก ๒๕ กิโลเมตร)เป็นตัวอย่างอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไท
ที่เข้าสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงในสมัยนั้น ส่วนศิลาจารึกวัดแดนเมือง สร้าง พ
..๒๐๗๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่าง
กันมาก พบว่ามีอักขรวิธีของอักษรตัวธรรมเข้ามาปะปนบ้าง แต่รูปแบบตัวอักษรยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
แสดงให้เห็นว่าตัวอักษรสุโขทัยในสมัยพระยาลิไทยนั้นก็ยังใช้สืบเนื่องมาจนถึงยุคที่วัฒนธรรมจากอาณาจักร
ล้านนาเชียงใหม่ข้ามามีอิทธิพลต่อดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง

 

       .ระยะที่ ๒ เป็นการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำโขงโดยผ่านทางอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่

                   .๑ เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์ ชุมชุนลุ่มแม่น้ำโขงมีความใกล้ชิดกับภาคเหนือหรือ
อาณาจักรล้านนามาโดยตลอด โดยเฉพาะสมัยตอนปลายราชวงศ์มังรายนับตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช

(.. ๑๙๘๔-๒๐๓๐) เป็นต้นมา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระสงฆ์มีความสันทัดในพระไตรปิฎก
ตลอดถึงได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น และคัมภีร์เหล่านั้นได้แพร่กระจายไปสู่อาณาจักรล้านช้าง
ในสมัยพระเจ้าวิชุลราชบ้างในสมัยพระเจ้าโพธิสาลราชบ้าง ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชบ้างดังกล่าวข้างต้น
ทำให้อักษรฝักขาม
(ซึ่งพัฒนามาจากอักษรไทยสมัยพระยาลิไทที่พระสุมนเถระนำเข้าไปพร้อมกับการเผยแพร่
พุทธศาสนาในดินแดนล้านนาในสมัยเดียวกันกับพระสุวรรณคีรีเถระที่มาเผยแผ่ศาสนาในล้านช้าง
) ที่ใช้กัน
อย่างแพร่หลายในล้านนาในสมัยนั้นแพร่กระจายเข้าสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงเป็นอย่างมาก ฉะนั้นตัวอักษร
ฝักขามซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทซึ่งเข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงอยู่ก่อน
แล้วยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น ตัวอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทผสมผสานกับตัวอักษรฝักขามที่เข้าไปสู่ดินแดนลุ่ม
แม่น้ำโขงได้พัฒนารูปแบบอักษรเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มคนลุ่มแม่น้ำโขง ในที่สุดรูปแบบสัณฐานก็
พัฒนาต่างไปจากอักษรต้นแบบจึงมีชื่อเรียกว่า
“อักษรไทยน้อย”
และอักษรไทยน้อยในระยะแรกนี้ได้เป็น
ต้นแบบของอักษรไทยน้อยในระยะหลังรวมถึงตัวอักษรลาวในปัจจุบันด้วย

                   .๒ เหตุผลทางด้านตัวอักษร จากการศึกษาศิลาจารึกที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ตอนปลาย ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงพบว่า อักษรไทยน้อยมีลักษณะเดียวกันกับอักษรฝักขามในภาคเหนือทั้ง
รูปแบบและตัวอักษร และมีอักษรธรรมบางตัวและอักขรวิธีของอักษรธรรมบางส่วนเข้ามาปะปนกับอักษร
ไทยน้อย
(การใช้พยัญชนะตัวเฟื้องเป็นต้น)
ซึ่งรูปแบบดังกล่าวก็คือรูปแบบอักษรยวนของเชียงใหม่เข้ามา
ปะปนกับอักษรฝักขาม ฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่าอักษรไทยน้อยนั้นได้รับอิทธิพลจากอักษรฝักขามของภาคเหนือ
อีกสมัยหนึ่ง และได้พัฒนารูปแบบสัณฐานและอักขรวิธีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนแบบค่อยเป็นค่อยไปจาก
อักษรฝักขามและอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทมากขึ้นตามลำดับ

อักษรไทยน้อยที่ถือว่าเป็นต้นแบบของอักษรไทยน้อยในปัจจุบันซึ่งพบเห็นการคลี่คลายที่เริ่มแตกต่าง
จากอักษรไทยสมัยสุโขทัยโดยได้พบวิธีการเขียนที่ใชัพยัญชนะซ้อนกันสองตัวแบบย่อ โดยที่พยัญชนะตัวหน้า
ใช้ตัวเต็ม
ส่วนพยัญชนะตัวหลังใช้ครึ่งตัวหลังโดยจะเห็นการใช้มากในสมัยหลัง ได้แก่ การเขียน ห นำ คือ
ห นำ ม
(<)
และ ห นำ นำ (O) ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่พบในอักขรวิธีอักษรสมัยสุโขทัย วิธีการเขียนดังกล่าว
เริ่มปรากฏในจารึกแดนเมือง
(.. ๒๐๗๓)
เป็นต้นมา

 


ตัวอย่างอักษรไทยน้อย

จารึกวัดแดนเมือง ด้าน ๑  (.. ๒๐๗๓

วัดปัจจันตบุรี อ. โพนพิสัย จ.หนองคาย  

จารึกวัดศรีบุญเรือง   (.. ๒๑๕๑)

วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.หนองคาย



ตัวอย่างอักษรไทยน้อยที่จารในใบลานในปัจจุบัน
 [๑] ธวัช  ปุณโณทก. อักษรโบราณอีสาน : อักขรวิทยาอักษรตัวธรรมและไทยน้อย (กรุงเทพฯ : สยามเพรส   แมเนจเม้นท์), ๘๙–๙๓.

 สมัย วรรณอุดร เรียบเรียง
 อ้างอิง ผู้พัฒนาฟอนต์ อักษรธรรม อักษรไทยน้อย
 นายวัฒน ศรีสว่าง ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนสว่างวีระวงศ์


โครงการอนุรักษ์ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
 อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ๔๔๑๕๐  โทร. ๐๔๓-๗๕๔๓๒๑-๔๐ ต่อ ๒๐๑๘, ๒๐๒๑
เพื่อความสวยงามของจอภาพควรใช้ text size : medium ความละเอียดของจอภาพ ๘๐๐ x ๖๐๐ 
ส่งข้อแนะนำ หรือข้อคิดเห็น ได้ที่ : Webmaster